ทำไม "เมียนมา" เป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงแผ่นดินไหวมากที่สุด?
เจาะลึกสาเหตุ เมียนมาเผชิญความเสี่ยงแผ่นดินไหวสูงสุดในอาเซียนจากรอยเลื่อนสะกายและแนวเปลือกโลกเคลื่อนตัว พร้อมปัญหาโครงสร้างพื้นฐานเปราะบาง
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เวลา 13.20 น. เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 แมกนิจูดในเมียนมา โดยมีจุดศูนย์กลางลึก 10 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเมียนมามากกว่า 1,700 คน บาดเจ็บกว่า 3,400 คน และยังมีผู้สูญหายอีกราว 300 คน นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดของเมียนมาในรอบหลายทศวรรษ
แม้แผ่นดินไหวจะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่เมียนมากลับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาเหตุของความเปราะบางนี้มาจากตำแหน่งทางธรณีวิทยา การเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกโลก การพัฒนาเมืองที่ขาดมาตรฐาน และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติขนาดใหญ่
เหตุใดเมียนมาจึงเป็นประเทศที่เสี่ยงแผ่นดินไหวมากที่สุด?
เมียนมาตั้งอยู่บนหนึ่งในแนวรอยเลื่อนที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผลจากแรงดันของแผ่นเปลือกโลกอินเดียที่เคลื่อนตัวเข้าหาแผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย ด้วยอัตราการเคลื่อนที่เฉลี่ย 35-50 มิลลิเมตรต่อปี ส่งผลให้เกิดพลังงานสะสมอย่างต่อเนื่องใต้พื้นดิน
รอยเลื่อนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเมียนมา ได้แก่
(1)รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) – พาดผ่านจากภาคเหนือสู่ภาคกลางของประเทศและเป็นรอยเลื่อนหลักที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง
(2)รอยเลื่อน Kyaukkyan และ Kabaw – มีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องและสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับพื้นที่โดยรอบ
(3)แนวร่องลึกอันดามัน (Andaman Megathrust) – ต้นกำเนิดของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สามารถก่อให้เกิดสึนามิ
ข้อมูลทางธรณีวิทยาระบุว่า ในช่วง 170 ปีที่ผ่านมา เมียนมาประสบกับแผ่นดินไหวขนาด 7.0 แมกนิจูดขึ้นไปอย่างน้อย 16 ครั้ง
ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มากกว่าคลื่นไหวสะเทือน :
นอกจากแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวแล้ว เมียนมายังต้องเผชิญกับความเสี่ยงของภัยพิบัติอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่
• ภัยสึนามิ – เนื่องจากมีแนวชายฝั่งยาวกว่า 2,200 กิโลเมตร ชายฝั่งตะวันตกของเมียนมามีความเสี่ยงสูงต่อคลื่นสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้น้ำ
• การเปลี่ยนแปลงทางธรณีสัณฐาน – หลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่าบริเวณชายฝั่งรัฐยะไข่มีการยกตัวของแผ่นดินอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลจากแรงดันใต้พิภพ
• อาฟเตอร์ช็อกและการพังทลายของดิน – อาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.4 แมกนิจูดที่เกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวหลัก ส่งผลให้ดินโคลนถล่มและก่อให้เกิดความเสียหายในหลายพื้นที่
เมืองเติบโตเร็ว โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อมรับมือแผ่นดินไหว :
แม้เมียนมาจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่การขยายตัวของเมืองในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสียหายจากแผ่นดินไหวรุนแรงยิ่งขึ้น
• การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน – อาคารจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีมาตรฐานรองรับแผ่นดินไหว
• โครงสร้างพื้นฐานเปราะบาง – ถนน สะพาน และเขื่อนหลายแห่งได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวล่าสุด แสดงให้เห็นถึงความไม่แข็งแรงของโครงสร้างพื้นฐาน
• การขาดแคลนระบบเตือนภัยและแผนฉุกเฉิน – แม้เมียนมาจะมีแผนปฏิบัติการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ แต่ยังขาดกลไกที่สามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว
ภัยพิบัติซ้ำเติมวิกฤติชาติ :
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งได้รับความเสียหายหนักที่สุด
• อาคารหลายร้อยหลังพังถล่ม
• ถนนสายหลักแตกร้าวและไม่สามารถใช้งานได้
• ระบบไฟฟ้าถูกตัดขาดในหลายพื้นที่
• ระบบสื่อสารขัดข้อง ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก
สถานการณ์นี้เลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากเมียนมายังคงเผชิญกับความไม่สงบทางการเมืองและปัญหาสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้รัฐบาลทหารเมียนมามีขีดความสามารถจำกัดในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย
จะลดความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวได้อย่างไร?
แม้ว่าแผ่นดินไหวจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เมียนมายังสามารถลดความเสียหายและผลกระทบต่อประชาชนได้ผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่
• การยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง – ปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับด้านโครงสร้างอาคารให้รองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น
• การลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า – ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือนและพัฒนาระบบแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ
• การเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ – จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้สามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็ว
เมียนมาคือหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการดำเนินมาตรการป้องกันที่เข้มแข็ง ประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศอาจต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอนาคต
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 31 มีนาคม 2568