อ่านงบการเงินเพื่อปรับทิศทางธุรกิจเอสเอ็มอี (3)
ความสำเร็จทางธุรกิจของเอสเอ็มอีไม่ว่าในปัจจุบันหรือในอนาคต มักจะขึ้นอยู่กับเรื่องของการควบคุม การบริหาร และการกำกับดูแลการดำเนินงานภายในของธุรกิจ ซึ่งในอดีตเจ้าของหรือผู้บริหารมักจะใช้วิธีการเดินตรวจตราไปทุกซอกทุกมุมของบริษัทและโรงงาน เพื่อค้นหาสิ่งบกพร่องหรือ หรือวิธีการปรับปรุงงานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ภายใต้สภาวะและการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการบริหารจัดการธุรกิจขนาดย่อม วิธีการเดินตรวจตราของเจ้าของหรือผู้บริหารอาจนำมาใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามธรรมชาติ หรือภาวะงานที่รัดตัวของผู้บริหาร
ดังนั้น การอ่านงบการเงินเพื่อดูแค่ยอดขาย กำไรขาดทุน และกระแสเงินสด อาจไม่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการและการวางแผนธุรกิจในระดับเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารที่มีอำนาจรับผิดชอบธุรกิจ จำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงตัวเลขที่อาจไม่ปรากฏโดยตรงในรายงานงบการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิเคราะห์และคำนวณตัวเลข “อัตราส่วนทางการเงิน” ที่จะสามารถนำมาเป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของธุรกิจในหลายๆ ด้าน
ในบทความตอนนี้ จะนำเรื่องของการวิเคราะห์ความสามารถ จุดแข็ง และ จุดอ่อนของการกระบวนการทำงาน การดำเนินกิจการ และระบบการควบคุมการปฏิบัติงาน ที่ถือได้ว่าเป็นปัจจัยภายในของธุรกิจโดยตรง
อัตราส่วนทางการเงินที่จะสะท้อนความสามารถในการดำเนินธุรกิจตัวแรกที่จะยกตัวอย่าง ได้แก่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน หรือ อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งสามารถคำนวณได้จากตัวเลขที่ปรากฏในรายงานงบการเงิน โดยใช้ สินทรัพย์หมุนเวียนรวม หารด้วย หนี้สินหมุนเวียนรวม
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน :
จะบอกถึงความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ถ้าค่าที่คำนวณได้สูงเท่าใด แสดงว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนที่ประกอบไปด้วย เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือ มากกว่าหนี้ระยะสิ้น ทำให้ความคล่องตัวในการชำระหนี้ระยะสั้นมีค่อนข้างมาก โดยปกติ อัตราส่วนที่สูงกว่า 1 เท่า แสดงว่าธุรกิจมีความคล่องตัวในการทำธุรกิจได้ดีพอสมควร หากมีค่าน้อยกว่า 1 เท่า แสดงว่าธุรกิจอาจมีปัญหาในการชำระหนี้ระยะสั้น มีความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้
อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกัน แต่จะวัดระดับสภาพคล่องทางการเงินของกิจการได้ละเอียดกว่า ได้แก่ อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว ซึ่งจะไม่นำสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีสภาพคล่องน้อย (เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ช้ากว่า) และยังอาจเสื่อมค่าได้ มารวมในการคำนวณ หาได้จากสูตร (สินทรัพย์หมุนเวียนรวม - สินค้าคงเหลือ) หารด้วย หนี้สินหมุนเวียนรวม จะบอกถึงสภาพคล่องที่ใกล้เคียงความจริงของกิจการมากขึ้น
อัตราส่วนหมุนเวียนของเงินทุนหมุนเวียน เป็นตัวเลขที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการใช้ เงินทุนหมุนเวียน ที่มีอยู่ของกิจการเพื่อนำไปสร้างยอดขายโดยที่ เงินทุนหมุนเวียนของกิจการ จะคำนวณได้จาก (สินทรัพย์หมุนเวียน - หนี้สินหมุนเวียน)
เมื่อนำตัวเลข ยอดขายสุทธิ มาหารด้วย เงินทุนหมุนเวียน จะได้ตัวชี้วัดที่จะบอกว่ากิจการสามารถเปลี่ยนเงินทุนหมุนเวียนให้กลายเป็นยอดขายได้มากน้อยเพียงใด หากอัตราส่วนนี้มีค่าสูง แสดงว่ากิจการมีการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนได้ดีสามารถนำไปสร้างเป็นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่หากอัตราส่วนนี้มีค่าต่ำ จะบอกว่ากิจการมีเงินทุนหมุนเวียนจมอยู่กับสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือมีการบริหารจัดการที่ไม่ดี
อัตราส่วนทางการเงินอีกตัวอย่างหนึ่ง อาจไม่เป็นที่คุ้นเคยของเอสเอ็มอีไทยมากนัก ได้แก่ อัตราค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตรวจสอบภายในต่อค่าใช้จ่ายรวม โดยการตรวจสอบภายในโดยทั่วไป จะหมายถึงการใช้บุคคลที่เป็นกลางมาประเมินและตรวจสอบเกี่ยวกับการดำเนินงานหรือระบบการทำงานในด้านต่างๆ ขององค์กร ว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่กิจการกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งในกิจการขนาดใหญ่หรือขนาดกลางบางแห่ง จะใช้กระบวนการตรวจสอบภายในมาเพื่อปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
แต่สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี อาจจะลองเริ่มต้นจากการตรวจสอบ อัตราค่าใช้จ่ายการตรวจสอบบัญชีต่อค่าใช้จ่ายรวม และนำมาเปรียบเทียบกับกิจการอื่นในธุรกิจเดียวกันหรือธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน เจ้าของหรือผู้บริหารก็อาจเห็นภาพได้คร่าวๆ ว่า ระบบบัญชีของตนเอง พอจะมีความน่าเชื่อถือได้แค่ไหน
จะเห็นได้ว่า การใช้อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ อาจต้องใช้ทักษะทางบัญชีเพื่อหาตัวเลขมาประกอบการวิเคราะห์สถานภาพและอนาคตของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น แต่เจ้าของและผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังไม่ค่อยสันทัดกับงานบัญชี อาจไม่ต้องเสียเวลานั่งคำนวณเอง
สั่งให้ผู้จัดการฝ่ายบัญชีของบริษัทให้เป็นผู้คำนวณให้ ก็จะง่ายและสะดวกกว่ามาก
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 30 กรกฏาคม 2568