เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ แซง ‘ไทย’ ได้แล้วในปีนี้ แย่แค่ไหน?
เศรษฐกิจเวียดนามแซงไทยแล้วในปีนี้ ตามการประเมินของ IMF เมื่อวัดแบบ GDP based on PPP ส่วนขนาดเศรษฐกิจ ณ ราคาคงที่ (GDP at Current Price) คาดว่าจะแซงได้ภายใน 3 ปี อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนว่า Nominal GDP เวียดนามอาจแซงไทยได้เร็วกว่าที่ IMF คาด โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น หากเงินด่องแข็งค่าขึ้น เงินบาทอ่อนค่าลง หรือไทยมีการเติบโตที่ต่ำกว่านี้ ห่วงหากไทยโตต่ำไปเรื่อยๆ อาจไทยสูญเสียความน่าสนใจในการลงทุน สูญเสียอำนาจต่อรองในเวทีระดับโลก และอาจยังเป็นภาระต่องบประมาณภาครัฐอีกด้วย
GDP แบบ PPP เวียดนาม ‘แซง’ ไทยแล้ว :
ตามข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงให้เห็นว่า ขนาดเศรษฐกิจเวียดนาม ‘แซงหน้า’ ประเทศไทยแล้วในปี 2026 เมื่อวัดแบบ GDP based on PPP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศตามความเสมอภาคของอำนาจซื้อ:Gross Domestic Product based on Purchasing Power Parity) ซึ่งเป็นการวัดขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ที่ปรับตามค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยน

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Exclusive Interview ของ THE STANDARD WEALTH ว่าการที่ GDP แบบ PPP ของเวียดนามแซงไทยได้สะท้อนให้เห็นว่า โมเมนตัมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ๆ ของเวียดนามนั้นใหญ่กว่าไทยแล้ว แม้ค่าครองชีพและค่าเงินด่องจะยังต่ำกว่าไทยก็ตาม
GDP แบบ Nominal ของเวียดนามคาดว่าจะแซงไทยได้ภายใน 2-3 ปี :
แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาปัจจุบัน (Nominal GDP) ซึ่งเป็นวัดขนาดเศรษฐกิจในช่วงเวลาหนึ่ง โดยไม่มีการปรับอัตราเงินเฟ้อ ของไทยยังคงสูงกว่าเวียดนามในปีนี้ โดยตามการประเมินของ IMF คาดว่า ในปี 2026 Nominal GDP ของไทยอยู่ที่ 5.80 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่า Nominal GDP ของเวียดนามที่ 5.27 แสนล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ในรายงาน World Economic Outlook ฉบับล่าสุดในเมษายน 2026 คาดว่า Nominal GDP ของเวียดนามจะแซงไทย ในปี 2029 โดยเวียดนามมีอยู่ที่ 6.31 แสนล้านดอลลาร์ เทียบกับไทยที่มีขนาด 6.23 แสนล้านดอลลาร์
กระนั้น ณัฐพรยังเตือนว่า Nominal GDP ของเวียดนามอาจแซงไทยได้เร็วกว่าที่ IMF คาดเป็นภายในปี 2028 ซึ่งระยะเวลาที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น หากเงินด่องแข็งค่าขึ้น เงินบาทอ่อนค่าลง หรือไทยมีการเติบโตที่ต่ำกว่านี้ การแซงก็จะเกิดขึ้นเร็วขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) เฉลี่ยที่ 5-7% ขณะที่ไทยเติบโตได้เพียงประมาณ 2% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ซึ่งนำขนาดเศรษฐกิจหารด้วยจำนวนประชากร เพื่อประเมินว่าประชาการหนึ่ง ‘โดยเฉลี่ย’ สร้างผลผลิตเท่าไหร่พบว่า ไทยยังสูงกว่าเวียดนามมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากไทยมีประชากรน้อยกว่าโดยปัจจุบันอยู่ที่ราว 65.4 ล้านคน เทียบกับเวียดนามที่มีประชากร 102.3 ล้านคน
ถอดความสำเร็จ ‘เวียดนาม’ ทำไมดันเศรษฐกิจโตเร็ว :
ณัฐพรกล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของเวียดนาม ได้แก่ เวียดนามมีแผนการเติบโตที่ชัดเจน (ทั้งแผน Doi Moi 1.0 เริ่มต้นประมาณปี 1986 และแผน Doi Moi 2.0 ซึ่งเริ่มต้นประมาณปี 2020) นอกจากนี้ยังมีรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย และรู้จักแก้จุดอ่อน (Pain Point) ได้ทันสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลง

โดยในแผน 1.0 รัฐบาลเวียดนามมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการให้เศรษฐกิจเติบโต จึงขับเคลื่อนโดยใช้จุดแข็งด้านแรงงานราคาถูกเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และเน้นการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก สำหรับผลลัพธ์ของแผนนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจโตและสามารถลดปัญหาความยากจนในประเทศได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการไปสักระยะ เวียดนามตระหนักข้อจำกัดของโมเดลนี้คือ เวียดนามจะไม่สามารถแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูกได้ตลอดไป นอกจากนี้ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนามก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีปัญหาระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะเกินไป
ดังนั้น เวียดนามจึงเปลี่ยนมาใช้แผน 2.0 ผ่านการยกระดับสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรม โดยตั้งเป้าดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม พร้อมกับลงทุนด้านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ (STEM) เพื่อสร้างกำลังคนรุ่นใหม่มารองรับ
นอกจากนี้ เวียดนามยังตั้งเงื่อนไขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ใช่แค่ให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ รัฐบาลได้ลงรายละเอียดในแผนปฏิบัติการ (Action Plan) อย่างชัดเจนว่า FDI ที่เข้ามาจะต้องมีการเพิ่มค่าจ้างให้กับพนักงานในภาคเอกชนด้วย เพื่อการันตีว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์และมีรายได้เติบโตไปพร้อมกัน
มากไปกว่านั้น เวียดนามได้เปรียบตรงที่กำลังแรงงานยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว รัฐบาลจึงมุ่งสนับสนุนการศึกษาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) อย่างหนัก เพื่อเตรียมบุคลากรและสร้างผู้เชี่ยวชาญให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน เวียดนามได้ดำเนินการ ‘ปฏิรูประบบราชการ’ เช่น ควบรวมกระทรวง ลดจำนวนบุคลากรภาครัฐ และลดจำนวนจังหวัดลง ไปจนถึงกระจายอำนาจให้ผู้บริหารระดับจังหวัดดูแลจัดการกันเองโดยมีการตั้ง KPI ที่ชัดเจน ซึ่งกลไกนี้ทำให้แต่ละจังหวัดเกิดการแข่งขันกันสร้างรายได้และพัฒนาพื้นที่ของตนเอง
โดยนอกเหนือจากแผน 2.0 แล้ว เวียดนามยังมีการวางเป้าหมายระยะยาว เช่น แผนฮานอย 100 ปี ที่เพิ่งประกาศใช้ในปีนี้ ซึ่งตั้งเป้ายกระดับกรุงฮานอยให้กลายเป็น ‘มหานครอัจฉริยะสีเขียว’ ระดับโลก
อะไรคือ ‘ปัญหาและหลุมพราง’ ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย :
หันกลับมาที่ประเทศไทย ณัฐพรกล่าวว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้ไม่ดีนัก
ปัญหาโครงสร้างประชากร โดยไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ไม่มีกำลังแรงงานวัยหนุ่มสาวแบบเวียดนาม ค่าแรงแพงขึ้น และยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่สูง
มากกว่านั้นภาคธุรกิจ SME ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของประเทศกำลังเผชิญปัญหาและไม่สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้
ท่ามกลางปัญหาขาดความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ เนื่องด้วยข้อจำกัดทางการเมืองและการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง ทำให้นโยบายของไทยมักเน้นเพียงระยะสั้นและขาดความต่อเนื่อง

หากไทยเติบโตต่ำไปเรื่อยๆ จะเป็นอย่างไร
ณัฐพรกล่าวต่อว่า หากไทยยังเติบโตต่ำ โดยมีศักยภาพการเติบโต (Potential GDP) ลดลงมาต่ำกว่า 3% และอาจไหลลงไปถึง 2% ก็จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าสนใจในการลงทุน สูญเสียอำนาจต่อรองในเวทีระดับอาเซียนและระดับโลก นอกจากนี้อาจยังเป็นภาระต่องบประมาณภาครัฐอีกด้วย
เปิดข้อเสนอแนะ พาไทยกลับไปโต! :
ณัฐพรแนะอีกว่า เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยควรเร่งทำ 3 สิ่งหลัก ได้แก่ การเสริมศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ SMEs การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อดึงดูดการลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพของบุคลากร
ที่มา the standard
วันที่ 8 มิถุนายน 2569

