กว่างซีรุกพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลครบวงจร ต้นแบบใหม่ของภูมิภาค
เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีนเป็นผู้นำอุตสาหกรรมน้ำตาลของจีนต่อเนื่องเป็นฤดูกาลที่ 34 ด้วยสัดส่วนการผลิตมากกว่าร้อยละ 60 ของทั้งประเทศ โดยในฤดูหีบอ้อย 2567/2568 กว่างซีมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยประมาณ 4.73 ล้านไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 45,000 ไร่จากปีก่อน และสามารถผลิตน้ำตาลได้รวม 6.465 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 280,000 ตัน
เพื่อรับมือกับแรงงานภาคเกษตรที่ลดลง กว่างซีได้เร่งส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเครื่องเก็บเกี่ยวอ้อยที่เหมาะกับพื้นที่เนินเขา และในปัจจุบันมีอำเภอนำร่องระดับประเทศ 3 แห่ง และฐานสาธิตเก็บเกี่ยวอ้อยแบบครบวงจรอีก 23 แห่งทั่วเขต
โดยเขตฯ กว่างซีให้ความสำคัญกับการปรับปรุงพันธุ์อ้อยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีพันธุ์อ้อยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนระดับประเทศแล้ว 18 พันธุ์ คิดเป็นร้อยละ 58 ของพันธุ์ที่ได้รับการรับรองทั่วประเทศ นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2568 คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกว่างซีได้ประสบความสำเร็จในการถอดรหัสพันธุกรรม (Genome) ของอ้อยพันธุ์ XTT22 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอ้อยพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ค่าความหวานสูง และต้านทานโรค

ทั้งนี้ อัตราการปลูกอ้อยพันธุ์ดี (พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ค่าความหวานสูง และต้านทานโรค) ในกว่างซีสูงถึงร้อยละ 99 ของพื้นที่ปลูก โดยร้อยละ 92 เป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นในพื้นที่เอง อีกทั้งยังมีองค์กรที่ดำเนินธุรกิจเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช 13 ราย โรงงานผลิตท่อนพันธุ์อ้อย 141 แห่ง และฐานขยายพันธุ์อ้อยพันธุ์ดี 170 แห่ง ซึ่งสามารถผลิตกล้าพันธุ์ปลอดเชื้อคุณภาพสูงได้ปีละ 750,000 ไร่
กว่างซีมุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์น้ำตาล ด้วยการพัฒนาเชิงลึกเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์น้ำตาล อาทิ น้ำตาลที่มีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ (Functional Sugar) น้ำตาลไซรัป/น้ำเชื่อม น้ำตาลที่ใช้ในอุตสาหกรรมยา ไปจนถึงเครื่องดื่มแปรรูปจากอ้อย เช่น เบียร์อ้อยและน้ำส้มสายชูหมักจากอ้อย ในมิติของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
กว่างซีประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ เช่น ชานอ้อย กากน้ำตาล กากตะกอนหม้อกรอง และใบอ้อย โดยสามารถใช้ประโยชน์ได้เต็ม 100% สำหรับชานอ้อย และเกิน 40% สำหรับใบอ้อยนอกไร่ อาทิ การแปรรูปเป็นภาชนะและการผลิตวัสดุก่อสร้างจากเส้นใยชานอ้อย ซึ่งใช้เป็นพื้นผิวถนนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับแอสฟัลต์ที่ใช้วัสดุผสมไฟเบอร์เซลลูโลส
เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ กว่างซีได้พัฒนาโมเดลความร่วมมือ “ปลูกอ้อยที่เวียดนาม + ผลิตน้ำตาลที่กว่างซี” โดยร่วมกับจังหวัดกาวบั่งของเวียดนาม ซึ่งสนับสนุนที่ดินและแรงงาน ส่วนจีนให้การสนับสนุนด้านพันธุ์อ้อย ปุ๋ย และส่งเจ้าหน้าที่ไปให้คำแนะนำการเพาะปลูก พร้อมรับซื้ออ้อยคืนกลับมาผลิตและในปัจจุบัน โรงงานน้ำตาลจากกว่างซีมีฐานปลูกอ้อยในเวียดนามราว 15,000 ไร่ โดยในฤดูหีบอ้อย 2567/2568 การนำเข้าอ้อยจากเวียดนามเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปีก่อน
จากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกัน กว่างซีอาจเป็นต้นแบบที่ไทยสามารถศึกษา โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การใช้เครื่องจักรกลเกษตร การถอดรหัสพันธุกรรมพืช และการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดมูลค่า การยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของกว่างซีสอดคล้องกับแนวทาง BCG Model ของไทย ที่มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนา SDGs ในระยะยาว (ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองหนานหนิง)
ที่มา globthailand
วันที่ 1 สิงหาคม 2568