มองย้อนวิกฤติธุรกิจ กับกลยุทธ์การปรับตัวของเอสเอ็มอี
วลีที่ว่า "ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอย" ทำให้เจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอีในยุคปัจจุบันอาจต้องหันไปมองเหตุการณ์ที่เรียกว่าวิกฤติเศรษฐกิจในระดับโลกเพื่อย้อนดูว่า กลยุทธ์ที่ธุรกิจขนาดย่อมนำมาใช้พยุงธุรกิจของตนเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
เผื่อจะได้นำมาเลือกประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ในปัจจุบันได้บ้าง :
เริ่มต้นจากยุคเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา โลกเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำมันและสงครามอ่าว ทำให้เงินเฟ้อพุ่งแรงทั่วโลก กลยุทธ์ที่ธุรกิจขนาดย่อมนำมาใช้ ส่วนใหญ่จะเป็นการประคับประคองด้วยการควบคุมต้นทุนธุรกิจ เสริมด้วยการหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปให้ผู้บริโภค
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เอสเอ็มอี สามารถค้นพบวิธีการที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของตนเองในการพัฒนาประสิทธิภาพและมีวินัยทางการเงินมากขึ้น
หลังจากวิกฤติขาดแคลนน้ำมันผ่านพ้นไป วิกฤติลูกต่อมาที่ทิ้งช่วงไปประมาณ 10 ปี เกิดจากการเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น การมุ่งพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจ ทำให้ธุรกิจหันไปสร้างหนี้ที่เกินตัว การปรับรื้อธุรกิจ (Business re-engineering) โดยเน้นการออกแบบกระบวนการทำธุรกิจใหม่ทั้งองค์กร นำเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อเร่งการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในช่วงนี้ ธุรกิจต่างๆ หันมาสนใจระดมเงินทุนมาจากแหล่งต่างๆ เพื่อสร้างฐานะทางการเงินของธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น เร่งสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด นำไปสู่วงจรของการแข่งขันที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การนำเทคโนโลยีเข้ามาสู่ธุรกิจ ทำให้ความมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นฐานที่เป็น “แก่น” (Core business) ที่ตนเองมีความชำนาญมาแต่เดิม ได้ลดน้อยลงไปโดยไม่ทันรู้ตัว ผลให้ธุรกิจต้องเผชิญกับวิกฤติฟองสบู่หนี้ ที่ขยายตัวลุกลามออกไปในระดับประเทศ
เมื่อมาถึงในยุคที่เรียกกันว่า ธุรกิจ Dot-Com รุ่งเรือง โลกเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบดั้งเดิม มาสู่ธุรกิจที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ต และ World-wide-web ที่สามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายแบบทุกที่ทุกเวลา ธุรกิจน้อยใหญ่เกิดการปรับตัวขนานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
ธุรกิจที่ปรับตัวสู่โลกยุคอินเทอร์เน็ตไม่ทัน ก็จะเกิดผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรง ธุรกิจจึงหันมาใช้กลยุทธ์ปรับตัวสู่การทำงานแบบดิจิทัล ด้วยกระบวนการเปลี่ยนผ่านมาใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิทัลแทนการจดบันทึกด้วยกระดาษ ทำให้เข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
และเริ่มขยายตัวมาถึงการใช้ระบบคลาวด์และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ
วิกฤติลูกต่อไป เป็นยุคของวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ ที่เกิดจากการปล่อยกู้กับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง นำไปสู่การเกิดวิกฤติทางการเงินในระดับโลก
ธุรกิจต่างๆ หันกลับมาสู่กลยุทธ์การลดต้นทุนและการพยายามรักษาระดับเงินสดและสภาพคล่องของธุรกิจเพิ่มขึ้น หันมาให้ความสนใจกับกลยุทธ์การสร้างความคล่องตัวในการปรับแต่งและปรับเปลี่ยนทิศทางของธุรกิจเพื่อตอบรับตลาดได้รวดเร็วขึ้น
ยุคต่อมาเป็นวิกฤติโลกระบาดโควิด สร้างความกระทบกระเทือนกับห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ การเดินทาง และการคมนาคมทั่วโลกเพื่อกักกันโรคไม่ให้ระบาดออกไปในวงกว้าง ธุรกิจหันมาใช้กลยุทธ์สร้างความคล่องตัวในการจัดหาวัตถุดิบ การแสวงหาพันธมิตรที่อยู่ใกล้เคียงรอบข้าง การพึ่งพาตัวเองในประเทศมากขึ้น
เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าวิกฤติต่างๆ มีแนวโน้มที่จะมีความหลากหลายและรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น เจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอี จึงควรทบทวนกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้เพื่อบริหารการเงิน ต้นทุน ประสิทธิภาพการทำงาน ความคล่องตัว และกลยุทธ์การปรับธุรกิจให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว
วิกฤติใหม่ๆ อาจแก้ไขได้ด้วยวิธีการเก่าๆ แบบเดิม ก็เป็นไปได้
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 27 สิงหาคม 2568