ธุรกิจเอสเอ็มอีกับการทำลายที่สร้างสรรค์
"การทำลายที่สร้างสรรค์" ในบทความนี้ จะหมายถึงกระบวนการทางธุรกิจสำหรับเอสเอ็มอีที่จะทบทวนและเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจแบบเดิมที่ทำอยู่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางการตลาดหรือการผลิตให้มีความแปลกใหม่หรือมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น
ความหมายแบบง่ายๆ ก็คือ การสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจ นั่นเอง :
แม้ว่าเรื่องของนวัตกรรม อาจสร้างความเข้าใจและภาพลักษณ์เบื้องต้นว่า เป็นเรื่องของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและงบประมาณพร้อม ทำให้ธุรกิจระดับเอสเอ็มอี ละเลยความสนใจที่จะพัฒนานวัตกรรมให้กับธุรกิจของตนเอง
ซึ่งอาจเป็นความคิดที่ผิด! ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยจำนวนมาก ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด จนถึงกับต้องปิดตัว ออกจากตลาดไปในที่สุด
แนวคิดสำคัญที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเบนเข็มธุรกิจไปสู่แนวทางใหม่ในรูปแบบ “การทำลายที่สร้างสรรค์” จะต้องเริ่มต้นจากตัวเจ้าของให้ผู้บริหารธุรกิจ เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการตัดสินใจเพื่อยอมรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น
ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กในยุคของการก่อร่างสร้างกิจการ ที่ทำให้ธุรกิจมีเส้นทางเดินมาได้จนถึงทุกวันนี้
โดยมีอาวุธสำคัญก็คือ การยอมรับวัฒนธรรมของการลองผิดลองถูก การตัดสินใจปรับตัวอย่างรวดเร็ว และการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่ได้ทำลงไป
หากตัวของผู้นำธุรกิจมีความพร้อมเหล่านี้ ขั้นตอนต่อไปก็คือ การตัดสินใจเพื่อกำหนดทิศทางใหม่ในธุรกิจ ว่าควรจะต้องยกเลิกสิ่งใดที่ทำอยู่ และจะแสวงหาลู่ทางใหม่มาได้อย่างไร
ในบริบทของธุรกิจเอสเอ็มอีไทย การปรับสิ่งเดิมเข้าสู่แนวทางใหม่ อาจมีได้หลายแนวทาง เช่น
เน้นไปที่ตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เดิม ตรวจดูว่าสินค้าตัวไหนหรือประเภทไหนที่เป็นตัวฉุดธุรกิจโดยรวม หาวิธีเปลี่ยนไปเลือกสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอรรถประโยชน์การใช้งาน โดยเฉพาะสินค้าประเภทของกินหรืออาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น
เน้นไปที่ระบบงาน นำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการบริหารการผลิต หรือในด้านธุรการ การพัฒนาบุคลากร บัญชี และการเงิน
เน้นไปที่ด้านการตลาด ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีความต้องการพิเศษเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม การยกเลิกการบริการเดิมที่ล้าสมัย การพัฒนาการตลาดออนไลน์
เน้นไปที่การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างรายได้หรือยอดขาย เช่น การขายสินค้าเฉพาะตัว พัฒนามาเป็นการขายแบบเช่าซื้อ การเช่าใช้ระยะยาว หรือ เฉพาะช่วงเวลา
เน้นไปที่การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบหรือวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต การใช้พลังงานสะอาด และการสนับสนุนกิจกรรมที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม เจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอี จะต้องระลึกอยู่เสมอว่า การปรับปรุง พัฒนา หรือการนำสิ่งใหม่มาใช้กับธุรกิจ จะต้องได้รับการวางแผนเชิงธุรกิจอย่างรอบคอบ การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค ทั้งจากปัจจัยภายในภายนอกธุรกิจ การมองอนาคตจากฉากทัศน์และมุมมองหลายด้าน รวมไปถึงการเตรียมทางหนีทีไล่ หากเกิดอุปสรรคขึ้นระหว่างทาง ซึ่งถือได้ว่า เป็นหลักการบริหารกิจการอย่างเป็นระบบ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568

