ไทยกลับสู่เวทีโลก บทสนทนากับ "สีหศักดิ์" ที่ดาวอส การทูตที่ "พอดี" โจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ และการออกแบบกติกาโลกใหม่
แม้สภาพอากาศที่ดาวอส เมืองตากอากาศในหุบเขากลางเทือกเขาแอลป์ของสวิตเซอร์แลนด์จะเย็นยะเยือก แต่การประชุม World Economic Forum ปี 2026 กลับทะลุจุดเดือดร้อนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ด้วยประเด็นร้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และ AI ซึ่งหลายสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีนี้ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกเชิงโครงสร้างแบบที่ไม่อาจหวนกลับดังเดิม และประเทศขนาดกลางจำต้องเลือกบทบาทว่าจะเป็น ‘ผู้ร่วมกำหนดกฎกติกาใหม่’ (at the table) หรือ ‘จะเป็นเหยื่อ‘ (on the menu)
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หนึ่งในทีมไทยแลนด์ที่เดินทางมาประชุมที่ดาวอส นั่งพูดคุยกับ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ซีอีโอและบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ซึ่งกล่าวเปิดหัวว่า ภารกิจหลักของคณะผู้แทนไทยครั้งนี้คือการ “Make Thailand Presence Felt” หรือทำให้บทบาทของประเทศไทยเป็นที่ประจักษ์บนเวทีโลก
“เรามาเป็นทีม รัฐมนตรี 3 ท่าน แต่ละคนมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่สื่อสารข้อความเดียวกัน” รัฐมนตรีกล่าว “ข้อความนั้นคือ ‘Thailand is back on the world stage’ หรือ “ประเทศไทยกลับมาสู่เวทีโลกแล้ว” (รัฐมนตรีอีก 2 คนที่เดินทางมาร่วมประชุมด้วยคือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)
สารนี้เป็นการย้ำว่า ไทยก็ต้องการเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่จะแสดงบทบาทมากขึ้นในประเด็นระหว่างประเทศที่วันนี้กฎกติการะหว่างประเทศถูกสั่นคลอนจากมหาอำนาจที่เป็นคนสร้างมันมากับมือ
โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระเบียบโลกที่สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีรากฐานมาจากค่านิยมของตะวันตก กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก รัฐมนตรีอธิบายว่า “โลกเปลี่ยนมานานแล้ว แต่ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ มันเด่นชัดมากขึ้น โลกเราแตกแยก (fragmented) มากขึ้น ดุลอำนาจเปลี่ยนไป จากสองขั้วสู่โลกหลายขั้ว (Multipolar World)”
การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ขยายไปสู่ภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิเทคโนโลยี ทำให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องเดินอย่างระมัดระวัง
ยุคของ ‘My Way’ และนโยบายฝ่ายเดียว :
การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนโยบาย America First เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำลายระบบพหุภาคีนิยม สีหศักดิ์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทรัมป์ร้องเพลง ‘My Way’ (ทางของฉัน) ตลอด ในขณะที่เราควรร้อง ‘Our Way’ (ทางของเรา)”
“นโยบายฝ่ายเดียว (Unilateralism) การกีดกันทางการค้า และการใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือกดดัน ทำให้กติการะหว่างประเทศ ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศเล็กและประเทศขนาดกลาง ถูกบั่นทอนลง”
กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือเรื่องกรีนแลนด์ การแทรกแซงในเวเนซุเอลา และการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือบีบให้ไทยและกัมพูชาเจรจา รัฐมนตรีมองว่าเหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ
ความจำเป็นในการออกแบบกติกาโลกใหม่
จากระเบียบเก่าสู่กติกาที่ต้องปรับเปลี่ยน :
“เรายังต้องการโลกที่มีกติกา” สีหศักดิ์กล่าว “แต่กติกานั้นต้องสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งอำนาจตัดสินใจ (อำนาจวีโต้) ยังคงอยู่ที่สมาชิกถาวร 5 ประเทศที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (คณะมนตรีความมั่นคงถาวรนี้ประกอบด้วย สหรัฐฯ, จีน, รัสเซีย, อังกฤษ และฝรั่งเศส)
คำถามที่ตามมาคือ “อังกฤษหรืออินเดีย ใครสำคัญกว่ากัน? บราซิล แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย เยอรมนี หรือญี่ปุ่น ไม่สำคัญหรือ?” รัฐมนตรียกตัวอย่าง
บทบาทของประเทศขนาดกลาง และ Global South ก็สำคัญขึ้นมาก สีหศักดิ์เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีแคนาดาที่ว่าประเทศขนาดกลางควรรวมตัวกัน และเลิกหลอกตัวเองว่าระเบียบโลกยังคงเหมือนเดิม “ประเทศ Middle Power เห็นความสำคัญของกติกา เพราะถ้าไม่มีกติกา อำนาจก็จะเป็นใหญ่ (Might makes right) ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น เราต้องช่วยกันออกแบบว่ากติกาควรเป็นอย่างไร”
ในมุมมองของรัฐมนตรีต่างประเทศนั้น องค์กรระดับภูมิภาคยังเป็นแกนหลักสำคัญ ในยามที่องค์การสหประชาชาติอาจไม่สามารถรับภาระทุกอย่างได้
“องค์กรภูมิภาคควรมีบทบาทในการรักษาสันติภาพและส่งเสริมระบบการค้าเสรี อาเซียนเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จ แม้จะมีความท้าทายในปัจจุบัน และมีความสำคัญในการค้ำจุนระบบพหุภาคีนิยม” สีหศักดิ์กล่าว
ประเด็นความมั่นคงใหม่: Human Security :
ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความขัดแย้งระหว่างรัฐอีกต่อไป แต่ครอบคลุมถึงความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด การค้ามนุษย์ และภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างอาชญากรรมไซเบอร์และแรงงานบังคับในยุคดิจิทัล
“แรงงานบังคับมีวิวัฒนาการใหม่” รัฐมนตรีอธิบาย “เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI ทำให้มีความซับซ้อนมากขึ้น อย่างขบวนการสแกมเมอร์ที่มีเหยื่อนับแสนคนในภูมิภาค ภูมิภาคเรากำลังกลายเป็นศูนย์กลางของสแกม นี่เป็นเหตุผลที่ไทยจัดการประชุมระหว่างประเทศเรื่องนี้ในเดือนธันวาคม”
สีหศักดิ์ยังกล่าวถึงความจำเป็นของการมีเวทีใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนขึ้น พร้อมยกตัวอย่างแคนาดาที่เคยริเริ่มอนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิด เมื่อเจรจาในกรอบสหประชาชาติไม่เป็นผล จึงไปตั้งเวทีใหม่รวบรวมประเทศที่มีความคิดตรงกัน (like-minded countries) จนสำเร็จ แล้วจึงนำกลับเข้าสู่สหประชาชาติ จนนำไปสู่อนุสัญญาออตตาวา
“เราอาจจำเป็นที่จะต้องมีเวทีพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น” สีหศักดิ์กล่าว
การขยายพื้นที่ทางการทูตของไทย ไม่จำกัดพื้นที่ของตัวเอง :
เกี่ยวกับประเด็นแนวทางการทูตของไทยนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศระบุว่า การทูตของไทยต้องไม่จำกัดพื้นที่ของตัวเอง
“ผลประโยชน์ของเราเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่อาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องไทย เราต้องมีท่าทีเรื่องกาซา เรื่องเวเนซุเอลา เพราะเป็นเรื่องของหลักการที่สำคัญ เป็นเรื่องของหลักกฎหมายระหว่างประเทศ”
ในกรณีกรีนแลนด์ ท่าทีของไทยชัดเจนว่า สหรัฐฯ ไม่ควรใช้วิธีการข่มขู่หรือกดดัน ถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกันเรื่องความมั่นคง สหรัฐฯ ก็ควรพูดคุยกับเดนมาร์กว่าจะมีการจัดการอย่างไร แต่การประกาศว่าจะยึดกรีนแลนด์ ไม่ได้ช่วยในแง่ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ และไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์กับประเทศในยุโรปดีขึ้น
ส่วนบทบาทไทยในภูมิภาคนั้น สีหศักดิ์ยืนยันว่า เสียงของไทยยังมีน้ำหนัก :
รัฐมนตรีเล่าว่า ในระหว่างที่มาประชุมที่ดาวอส ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติและผู้แทนพิเศษเรื่องเมียนมาได้ขอพบเพื่อฟังมุมมองของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา
โดยเมียนมาอยู่ในช่วงจัดการเลือกตั้งใหญ่ 3 เฟส ท่ามกลางข้อครหาจากนานาชาติว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ครอบคลุม ไม่ยุติธรรม และไม่โปร่งใส โดยรัฐมนตรีเคยแสดงจุดยืนไปก่อนหน้านี้ว่า ไทยอาจไม่สามารถเข้าไปขัดขวางการจัดการเลือกตั้งได้ และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่ทางออกของความขัดแย้งที่เป็นอยู่ แต่หวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ไปสู่สันติภาพ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
ประเด็นวีซ่าสหรัฐฯ: การทูตที่รวดเร็วและโปร่งใส :
อีกประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นก่อนการประชุมดาวอสจะเริ่มขึ้นคือ สหรัฐฯ ได้ประกาศระงับออกวีซ่าประเภทถาวรกับไทยและอีก 74 ประเทศ เราถามเรื่องนี้ต่อว่า รัฐมนตรีคิดเห็นอย่างไร และมีการพูดคุยกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องหรือไม่
รัฐมนตรีต่างประเทศตอบว่า ตอนที่มีข่าวนี้ ตนได้ดำเนินการทันที “การทูตสมัยนี้ต้องเร็ว เพราะข่าวเร็ว ผมเชิญอุปทูตสหรัฐฯ มาพบทันที เพื่อชี้แจงให้ชัดเจนว่าสาเหตุแท้จริงคืออะไร”
การชี้แจงทำให้เกิดความชัดเจนว่า การระงับมีผลเฉพาะวีซ่าประเภทถาวรสำหรับผู้ที่ต้องการไปอยู่อาศัยระยะยาว เรื่องนี้ไม่กระทบการท่องเที่ยว การศึกษา หรือธุรกิจ และเหตุผลเบื้องต้นของสหรัฐฯ ก็คือ ผู้อพยพจากประเทศในรายชื่อเหล่านี้พึ่งพาระบบสวัสดิการของสหรัฐฯ มากเกินไปจนกระทบต่องบประมาณรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีก็ได้แสดงความสงสัยไปว่า “ทำไมไทยอยู่ในลิสต์เดียวกับบางประเทศ ทั้งที่สถิติ (ผู้อพยพผิดกฎหมาย) ของบางประเทศ (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) แย่กว่าไทย นี่คือคำถามที่เราขอให้สหรัฐฯ อธิบาย และสหรัฐฯ ควรออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ”
ไทยบนเวทีโลก: การกลับมาสู่จอเรดาร์ :
รัฐมนตรียอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุผลที่ไทยหายไปจากจอเรดาร์โลก เป็นเพราะการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ “เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย เศรษฐกิจแผ่ว และการต่างประเทศที่จำกัดพื้นที่”
แต่ไทยมีกลยุทธ์ที่จะกลับมา
การกลับมาสู่เวทีโลกต้องอาศัยการแสดงตนในประเด็นสำคัญระดับโลก รัฐมนตรียกตัวอย่างว่า ไทยได้ขึ้นเวทีเรื่องแรงงานบังคับที่ดาวอส ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้พูดแค่เฉพาะปัญหาของตัวเอง แต่เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาโลก ตั้งแต่การแก้ไขแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมประมงด้วยระบบ IUU และระบบติดตาม ไปจนถึงการเตือนเรื่องรูปแบบใหม่ของแรงงานบังคับในยุคเทคโนโลยีใหม่ๆ
ส่วนในเรื่อง Cyber Security รัฐมนตรีชี้ว่า “มันเกี่ยวกับผลประโยชน์ของไทยโดยตรง เพราะภูมิภาคเรากำลังกลายเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ เรามีแนวคิดและมีการดำเนินการ นี่คือการแสดงให้เห็นว่าไทยมีบทบาทในปัญหาระดับโลก”
แล้วอะไรคือตัวชี้วัดว่าไทยกลับสู่จอเรดาร์แล้ว?
การกลับมาสู่จอเรดาร์โลกวัดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการถูกเชิญให้ขึ้นพูดในเวทีสำคัญ การที่ผู้นำและองค์กรระหว่างประเทศขอพบเพื่อฟังความเห็น หรือบทบาทในประเด็นสำคัญอย่างเมียนมาอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว รวมถึงประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และอาเซียน
“เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง” รัฐมนตรีเน้นย้ำ “ยังมีการบ้านอีกเยอะ เราต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีบทบาทนำในอาเซียน มีมุมมอง มีท่าที มีข้อคิดเห็นของเรา”
สีหศักดิ์กล่าวย้ำว่า เมื่อประเทศอื่นถามความเห็นเราในประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับไทยโดยตรง แปลว่า มุมมองของไทยมีความสำคัญ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของบทบาทไทยในเวทีโลก
ความเป็นกลาง และ Safe Zone :
ความเป็นกลางเป็นสิ่งที่การทูตไทยยีดถือมาตลอด แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป และความเป็นกลางก็ถูกตั้งคำถามในบริบทที่ซับซ้อนขึ้น จึงต้องมานิยามกันใหม่ว่าความเป็นกลางแบบไทยมีหน้าตาเป็นอย่างไร
รัฐมนตรีต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ความเป็นกลางในบริบทปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการยืนนิ่งไม่ทำอะไร
แต่เรายึดหลักการ ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าเป็นเรื่องผลประโยชน์ของไทย เราก็ต้องรู้ว่าผลประโยชน์อยู่ตรงไหน และต้องมีการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ซึ่งก็หมายความว่าเราเลือกบนหลักการและผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้ง
สีหศักดิ์ยังมองเห็นประโยชน์ของการรวมตัวระดับภูมิภาคเพื่อเพิ่มน้ำหนักและอำนาจต่อรองบนเวทีโลก ท่ามกลางคลื่นภูมิรัฐศาสตร์ที่เชี่ยวกราก
“เราเป็น Safe Zone เพราะถ้าอาเซียนยังผนึกกำลังกัน เรายังมีน้ำหนัก มีพลังที่จะไม่ต้องไปทางใดทางหนึ่ง” รัฐมนตรีกล่าว “นอกจาก Safe Zone แล้ว เรายังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ มีตลาดเกือบ 700 ล้านคน”
ยุโรปเองก็เริ่มมองหาพันธมิตรใหม่ ออกห่างจากสหรัฐฯ หันมาหาเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะอาเซียน นี่คือโอกาสที่ไทยต้องแสดงบทบาทนำ
ปัญหาทะเลจีนใต้: ตัวอย่างของการทูตที่ ‘พอดี’ :
กรณีทะเลจีนใต้เป็นตัวอย่างที่ดีของความซับซ้อนที่ไทยต้องเผชิญ นอกจากเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อ้างสิทธิ์แล้ว ยังเป็นเวทีการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ
“เราจะทำอย่างไร? จะประณามจีนหรือไม่?” รัฐมนตรีตั้งคำถาม “ถ้าไม่มีท่าทีเลย มันก็ลำบาก เราต้องแสดงท่าที คือ หนึ่ง เราไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง สอง เราเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เราอาจไม่ประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องยึดหลักการ”
นี่คือศิลปะแห่งความ ‘พอดี’ :
หลักการสำคัญที่สุดของการทูตไทย คือความ ‘พอดี’ รัฐมนตรีอธิบายต่อว่า “คำว่าพอดีสำคัญมาก คืออย่าเยอะเกินไป แต่ต้องกำลังดี ทั้งท่าที ทั้งภาษา ไม่ทำให้เราไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงเกินไป แต่ถ้าไม่มีท่าทีเลย ก็แสดงว่าเราหลบซ่อน ไม่มีความกล้าหาญ แต่ถ้าความกล้าหาญนำประเทศไปสู่ความเสี่ยง ก็ไม่พอดีเช่นกัน”
ความ ‘พอดี’ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว “มันต้องดูสถานการณ์แต่ละครั้ง มาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา จากการสังเกต การเรียนรู้ ว่าทำไมแต่ละประเทศพูดแบบนั้น แล้วค่อยๆ สรุปเป็นแนวทางของเรา”
ความท้าทายของการทูตยุคใหม่ ประเด็นที่มากขึ้นและซับซ้อนขึ้น :
“สมัยก่อนประเด็นเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง เป็นเรื่องสงครามเย็น ชัดเจน” รัฐมนตรีเปรียบเทียบ “แต่เดี๋ยวนี้ ภัยคุกคามมาหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ ประเด็นเศรษฐกิจมีความสำคัญมากขึ้น เพราะเราค้าขาย อาศัยการลงทุนจากต่างประเทศ เศรษฐกิจเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศมากขึ้น นักการทูตจะรู้แค่การทูตและการเมืองระหว่างประเทศอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป” รัฐมนตรีกล่าวถึงโจทย์การทูตไทยในปัจจุบันในโลกที่ซับซ้อนขึ้น
ในยุคดิจิทัล ความรวดเร็วกลายเป็นปัจจัยสำคัญ “เดี๋ยวนี้สื่อเร็วกว่าเรา เราจะไปทำงานเป็นสำนักข่าวไม่ได้” รัฐมนตรีอธิบาย “เราต้องมีมูลค่าเพิ่ม คือการวิเคราะห์ ให้ข้อคิดเห็นประกอบเพิ่มเติมไปกับข่าวด้วย”
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีข่าวเกิดขึ้น การทำหนังสือชี้แจงกับหน่วยงานต่างๆ อาจช้าเกินไป แต่ปัจจุบันสามารถส่งข้อความผ่าน LINE ไปก่อน พร้อมกับการวิเคราะห์เบื้องต้น ว่าข่าวนี้กระทบต่อประเทศไทยอย่างไร เราควรวางท่าทีอย่างไร ต้องใช้ความรวดเร็ว แต่ต้องมีมูลค่าเพิ่มด้วย ไม่ใช่แค่ให้ข่าวอย่างเดียว
Framework การตัดสินใจบนสามหลักการสำคัญ :
เมื่อถูกถามถึงกรอบการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ท้าทาย รัฐมนตรีต่างประเทศวางหลักการไว้สามข้อชัดเจนว่า
หนึ่ง: เราต้องมีบทบาท ประเทศไทยไม่สามารถนั่งเฉยได้ เราต้องมีส่วนร่วมในประเด็นสำคัญของโลก
สอง: ยึดมั่นในหลักการ บทบาทนั้นต้องยึดหลักการที่เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
สาม: ความ ‘พอดี’ คือกุญแจ “อย่าเยอะไป แต่กำลังดี ทั้งท่าที ทั้งภาษา” นี่คือศิลปะของการทูตที่ต้องอาศัยประสบการณ์และสัญชาตญาณ
นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมในเวทีใหญ่ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน รัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยควรได้รับเชิญให้ไปพูดในเซสชั่นสำคัญๆ ที่เป็นเวทีใหญ่ๆ มากขึ้น ไทยต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าเรากลับมาอยู่ในจุดที่ Connect กับโลกได้แล้ว ซึ่งก็ต้องย้อนกลับมายังโจทย์ความต่อเนื่องของนโยบาย ตรงนี้จะเป็นกุญแจดอกแรกที่ไขประตูสู่ความสำเร็จของการทูต เพราะการเมืองต้องมีเสถียรภาพก่อน
สีหศักดิ์เน้นย้ำว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่ในแง่การเมืองภายใน แต่ในแง่ของการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายที่สำคัญด้วย
“ยิ่งเราเจอช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านหลายเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศ ความต่อเนื่องของนโยบายเป็นเรื่องสำคัญ” รัฐมนตรีกล่าว
การส่งต่อมรดก: ข้อความถึงรัฐบาลต่อไป :
เมื่อถูกถามว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จะส่งต่ออะไรให้กับรัฐมนตรีคนต่อไป รัฐมนตรีตอบว่า “ปกติเราก็จะเขียนเป็น Post Report เขียนว่าเราทำอะไรมา เราคิดว่าประสบความสำเร็จในเรื่องอะไร สิ่งที่น่าจะทำต่อไปมีอะไรบ้าง แล้วส่งให้รัฐมนตรีคนต่อไป” จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนที่รับไม้ต่อ
ท้ายสุดนี้ ไทยอยู่ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว การทูตและการต่างประเทศของไทยมีโจทย์ชุดใหม่ที่ต้องเผชิญ และมีหนทางให้เดินอีกยาวไกล “Make Thailand Presence Felt” เป็นสโลแกนภารกิจนำไทยกลับสู่เวทีโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ ซึ่งประเทศขนาดกลางจะทวีความสำคัญมากขึ้น ใครเลือกบทบาทและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ย่อมมีที่ยืนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และเป็นผู้ร่วมกำหนดอนาคตของโลก
ที่มา thestandard
วันที่ 25 มกราคม 2569

