"3 ชาติ" ลุยแผนลดภาษีน้ำมัน วัดใจ "คลัง" ยอมเฉือนรายได้รัฐบาล
KEY POINTS :
* รัฐบาล 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ออสเตรเลีย และไทย ดำเนินการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อรับมือวิกฤตราคาพลังงาน โดยเวียดนามและออสเตรเลียได้ประกาศใช้มาตรการไปแล้ว
* คณะรัฐมนตรีของไทยมีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดภาษีน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้สูงสุดถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน
* เวียดนามได้ยกเลิกภาษีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหลายรายการ ทำให้ราคาลดลงทันที 19% แต่ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อเดือน
* ออสเตรเลียประกาศลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงลงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากภาษี 2.55 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
* พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี คัดค้านการลดภาษีในไทย โดยชี้ว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ถาวร กระทบงบประมาณ เพิ่มหนี้สาธารณะ และอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
สถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่องสงผลให้รัฐบาลหลายประเทศเริ่มดำเนินการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและธุรกิจขนส่ง โดยเริ่มจากเวียดนามที่ประกาศลดภาษีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันไปแล้ว ตามด้วยออสเตรเลีย
ขณะที่ไทยได้มีการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวันที่ 26 มี.ค.2569 โดยเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมันและแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกรมสรรพสามิตศึกษาและจัดทำแบบจำลองแนวทางการลดภาษีน้ำมันเสร็จแล้วเพื่อเตรียมเสนอฝ่ายนโยบาย
ทั้งนี้ปัจจุบันจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซล 7.44 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซินจัดเก็บ 5.85-7.50 บาทต่อลิตร ซึ่งแตกต่างกันตามสัดส่วนของส่วนผสมไบโอดีเซล

รวมทั้งการลดภาษีลงทุก 1 บาทต่อลิตร จะกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐ โดยภาษีดีเซลทำให้รายได้หายไปเดือนละ 2,000 ล้านบาท ส่วนภาษีเบนซินจะกระทบรายได้รัฐเดือนละ 800 ล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลลดภาษี 2 ประเภทพร้อมกัน จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้รวม 2,800 ล้านบาทต่อเดือน
ขณะที่กรมสรรพสามิตจัดทำแบบจำลองผลกระทบรูปแบบขั้นบันได 3 กรณี ดังนี้
1)กรณีลดภาษีน้ำมัน 2 ประเภทอัตรา 3 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้รัฐหายไป 8,400 ล้านบาทต่อเดือน โดยหากลดเฉพาะดีเซลรายได้จะหายไป 6,000 ล้านบาทต่อเดือน
2)กรณีลดภาษีน้ำมัน 2 ประเภท อัตรา 5 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่เคยใช้ช่วงวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะกระทบรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยหากลดเฉพาะดีเซลจะกระทบ 10,000 ล้านบาท
3)กรณีลดเฉพาะดีเซล 7 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบต่อฐานรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน
แหล่งข่าว กล่าวว่า การใช้กลไกลดภาษีน้ำมันเป็นแนวทางน่ากังวลและอาจสร้างปัญหาต่อเสถียรภาพการคลังระยะยาว เนื่องจากรายได้ภาษีที่สูญเสียไปจะเรียกเก็บย้อนหลังมาชดเชยไม่ได้ ซึ่งต่างกับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อชดเชยสภาพคล่องได้เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง
ทั้งนี้ รัฐบาลมีบทเรียนจากวิกฤติพลังงานปี 2565 ที่ลดภาษีน้ำมันเพื่อลดค่าครองชีพทำให้รัฐเสียรายได้มากกว่า 1.5-1.6 แสนล้านบาทต่อปี
“สถานการณ์ปีนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าเดิม เพราะสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกหลายแห่งจับตาดูฐานะการคลังและวินัยการคลังของไทยหากรัฐบาลยังดำเนินนโยบายที่กระทบต่อรายได้หลักอาจถูกปรับลดอันดับเครดิตประเทศ”
“พิพัฒน์”ค้านลดภาษีน้ำมัน :
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า ไม่ควรลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพราะทำให้รายได้รัฐหายไปทันทีและเรียกคืนไม่ได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อการจัดทำงบประมาณอนาคต โดยเฉพาะในส่วนของงบลงทุน
ทั้งนี้ หากรัฐเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าจากการลดภาษี รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อมาชดเชยงบประมาณส่วนที่หายไป ซึ่งจะเป็นหนี้สาธารณะ อีกทั้งยังแสดงความกังวลว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศไทยใกล้ชนเพดานแล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Rating) ของประเทศในสายตาโลกได้หากมีการกู้เงินเพิ่มขึ้น
“ควรเลือกใช้การกู้เงินเพื่อมาอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทน เนื่องจากกองทุนน้ำมันมีลักษณะการทำงานที่ยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติ รัฐบาลดึงเงินกลับคืนเข้ากองทุนจากผู้ใช้น้ำมันได้ เหมือนอดีตกองทุนเคยติดลบ 120,000-130,000 ล้านบาท แต่กลับมาเป็นบวกได้อีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย จึงไม่กระทบต่อรายได้ประเทศระยะยาว”
พลังงานชี้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 2 เท่า :
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกยังอยู่ระดับสูง โดยน้ำมันดิบดูไบสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 72% เมื่อเทียบช่วงก่อนสงคราม ขณะที่ดีเซลตลาดสิงคโปร์สูงกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าปกติ 2 เท่า
ขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 42,000 ล้านบาท มีแนวโน้มติดลบเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลพยายามใช้หลายมาตรการดูแลราคาน้ำมัน ซึ่งระยะต่อไปจะพิจารณากู้เงินสำหรับเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งมีแนวทางลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันบางส่วน
“ออสเตรเลีย”ลดภาษีน้ำมัน3เดือน :
รัฐบาลออสเตรเลียจะลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงลงครึ่งหนึ่ง เพื่อรับมือวิกฤติราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยเวียดนามลดภาษีไปแล้วส่งผลราคาน้ำมันลดทันที 19%
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย กล่าวหลังประชุมร่วมกับผู้นำระดับรัฐและดินแดนต่าง ๆ ในช่วงเช้าวันที่ 30 มี.ค.2569 ถึงการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีผลบังคับใช้ 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569
มาตรการดังกล่าวจะลดราคาเบนซินและดีเซลลง 26.3 เซนต์ต่อลิตร ท่ามกลางราคาน้ำมันสูงต่อเนื่องจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง
ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันปิโตรเลียมออสเตรเลียระบุว่า ราคาเฉลี่ยเบนซินไร้สารตะกั่วเกรดธรรมดาทั่วประเทศ แตะระดับสูงสุดประวัติการณ์ที่ 2.53 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 56.57 บาท) ต่อลิตร ในรอบสัปดาห์ซึ่งนับถึงวันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.เพิ่มขึ้น 6.3% จากระดับ 2.38 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ในสัปดาห์ก่อนหน้า
ขณะที่ราคาเฉลี่ยดีเซลทั่วประเทศปรับขึ้น 9.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน แตะที่ 3.1 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อลิตร
นายกฯ อัลบาเนซี กล่าวว่า รัฐบาลจะงดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนอัตรา 32.4 เซนต์ต่อน้ำมันดีเซล 1 ลิตร สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ 3 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนธุรกิจขนส่ง
จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการทั้ง 2 ส่วน ทำให้รัฐบาลเสียรายได้จากภาษี 2.55 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
เวียดนามเฉือนรายได้9พันล้านบาท
สัปดาห์ก่อนเว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียรายงานว่า เวียดนามยกเลิกภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีสรรพสามิต น้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยาน เพื่อบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันแพงส่งผลให้ราคาน้ำมันลดทันที 19%
รัฐบาลแถลงว่า "เป็นมาตรการเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ” เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดน้ำมัน และความมั่นคงพลังงานประเทศ
กระทรวงการคลังเวียดนาม ระบุว่า การลดภาษีดังกล่าวทำให้รายได้งบประมาณของรัฐหายไป 7.2 ล้านล้านดองต่อเดือน (9,000 ล้านบาท) โดยเงินจำนวนจะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน กระตุ้นการผลิตและการดำเนินธุรกิจภาคเอกชน
ทั้งนี้ เวียดนามเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิโดยปี 2568 นำเข้าน้ำมันดิบ 14.2 ล้านตัน ซึ่ง 80% มาจากคูเวต ขณะที่ส่งออกน้ำมัน 2.5 ล้านตัน ส่วนใหญ่ไปออสเตรเลียและไทย
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 31 มีนาคม 2569

