ค่าการกลั่นพุ่ง 14 บาท นักวิชาการเสนอเก็บภาษีลาภลอย 33% อุ้มประชาชน
KEY POINTS :
* ค่าการกลั่นน้ำมันพุ่งสูงขึ้นแตะ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปีก่อนหน้าอย่างมาก
* นักวิชาการเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น
* ข้อเสนอแนะคือการเก็บภาษีในอัตรา 33% ตามแบบอย่างประเทศในยุโรป เพื่อนำรายได้มาช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) เปิดเผยว่า นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล 3 มิติ เพราะหากไม่รักษาสมดุลจะทำให้เกิดปัญหาได้ แก้ปัญหามิติหนึ่งแต่จะเกิดอีกปัญหาอีกมิติหนึ่งแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน
มาตรการระยะสั้นอาจก่อปัญหาระยะยาวที่ยากจะแก้ไขได้ในอนาคต 3 มิติของนโยบายพลังงาน ที่เรียกว่า Energy Trilemma หรือ ไตรลักษณ์ด้านพลังงาน สามเสาหลักประกอบไปด้วย 1.เสาหลักหรือมิติ ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) ,2.มิติความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) และ3.มิติด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Sustainability)
ขณะนี้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาค่าไฟฟ้าก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงจากค่าพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้า หรือเงินที่จ่ายให้โรงงานไฟฟ้าแม้ไม่ได้มีการผลิตกระแสไฟฟ้า
รวมถึงการจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน การมุ่งดำเนินนโยบายในมิติใดมิติหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อมิติอื่น
การออกแบบนโยบาย Net Zero 2050 ของรัฐบาลที่มีเป้าหมายตอบโจทย์มิติด้านความยั่งยืนในสถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงานนั้น อาจต้องทบทวน โดยต้องให้น้ำหนักปัญหาน้ำมันแพง มิติราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ และมิติความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มขึ้น จากการที่พลังงานอาจขาดแคลน
ปัญหาเหล่านี้ คือ ปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะลุกลามสู่ปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ปล่อยให้มีการเก็งกำไร หรือ หาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้การชดเชยใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน หากไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าจะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น
สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลังได้
การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องใช้ความรู้ข้อมูล ส่งมอบนโยบายได้จริงตอบโจทย์เฉพาะหน้าซึ่งทำได้ทันที รวมถึงปรับโครงสร้างระยะยาวไปด้วย จำเป็นต้องเน้นความคุ้มค่าและตรงกลุ่มเป้าหมาย ให้ทุกบาทที่ใช้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้อย่างแท้จริง เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงพร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจกดดันให้มีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อ แต่ก็จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่มากเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว มีการคาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจจะชะลอตัวลงมาเหลือ 2.5% อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งตัวขึ้น
ช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้ววิ่งเฉลี่ยอยู่เพียง 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น
หลายประเทศล้วนเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปรกติทั้งสิ้น ตอนที่เกิดสงครามยูเครน เกิดวิกฤติพลังงานน้ำมันพุ่งสูง ประเทศยุโรปเก็บภาษีลาภลอยหรือกำไรเกินปกติที่ประมาณ 33%
หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ นอกจากขาดแคลนพลังงานแล้ว อาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยา เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น
ปัญหาการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในไทย จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออก การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น อย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และ คาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม เมษายนและพฤษภาคมในส่วนของการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสำรองเพิ่ม
หากเกิดความจำเป็นต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข และ ความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินรถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น การขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่างๆของประเทศต้องไม่ติดขัด
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 6 เมษายน 2569

