หอการค้า ชี้ ดัชนีเชื่อมั่นต่ำสุดรอบ 8 เดือน มองรัฐกู้เงินปรับโครงสร้างพลัง ไม่เร่งด่วน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 50.6. ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ยังคงสร้างความกังวลต่อราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพภายในประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในลักษณะไซด์เวย์ดาวน์ หรือการชะลอตัวต่อเนื่อง โดยภาคบริการยังเป็นแรงสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจจังหวัดต่างๆ เอาไว้ ท่ามกลางสัญญาณอ่อนแรงของภาคธุรกิจและกำลังซื้อประชาชน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 44.1 ดัชนีโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.0 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจ้างงานปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 เดือน สะท้อนว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ ส่งผลให้การใช้จ่าย โดยเฉพาะการซื้อรถ ซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่าปรับตัวลดลงจาก 43.3 มาอยู่ที่ 42.2 จุด โดยผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางนโยบายภาษี (VAT 10%)
สำหรับ โครงการไทยช่วยไทย อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 4,000 บาท ซึ่งรัฐบาลมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง อาทิ ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง และเกษตรกรรม จะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนโดยไม่ผลักดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และความกังวลสำคัญอย่างทิศทางเงินเฟ้อ แม้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประเมินว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ประมาณ 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม โดยหากมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการประมาณ 30 ล้านคน จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 120,000 ล้านบาท รวมเงินสมทบจากภาคประชาชน และเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 40,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท จึงคาดว่า หากเป็นไปตามแผน เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีโอกาสขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0% โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 นี้
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท นั้น เนื่องจากมองว่าการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศนั้น ยังเป็นเรื่องที่สามารถรอได้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนหรือจำเป็นที่จะต้องกู้เงินในขณะนี้ เพราะในเรื่องการปรับโครงสร้างพลังงานนั้น ประเทศไทยก็ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างในเรื่องนี้มายาวนานมาก จึงมองว่าไม่ได้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เป็นเรื่องหลักที่ไม่เห็นด้วย แต่ฝ่ายค้านไม่ใช่ไม่เห็นด้วยทั้งหมดกับการที่รัฐบาลกู้เงิน จึงเป็นเรื่องของมุมมองที่ต้องตีความ ซึ่งส่วนตัวแล้วมองว่ายังเป็นสิ่งที่รอได้ แต่ไม่ขอนิยามว่า เร่งด่วนหรือไม่เร่งด่วน แต่การที่รัฐบาลบอกว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน คงต้องมาพิจารณาดูว่ารัฐบาลใส่ความจำเป็นเร่งด่วนไว้ตรงส่วนไหน ซึ่งรัฐบาลอาจจะบอกยังไม่ครบถ้วน
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 13 พฤษภาคม 2569

