ระทึกดีลใหญ่ "จีน-สหรัฐ" "ทรัมป์" ขนซีอีโอบิ๊กเทค บุกปักกิ่งโชว์พลังธุรกิจ
KEY POINTS :
* โดนัลด์ ทรัมป์ นำคณะผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐ เยือนจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เพื่อหารือและแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
* คณะผู้บริหารที่ร่วมเดินทางประกอบด้วยบุคคลสำคัญจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น ทิม คุก, อีลอน มัสก์ รวมถึงซีอีโอจากเมตา, ไมครอน, ซิสโก้ และควอลคอม
* เจนเซน หวง ซีอีโอของเอ็นวิเดีย เข้าร่วมการเดินทางในนาทีสุดท้ายตามคำเชิญของทรัมป์ เพื่อหารือประเด็นสำคัญเรื่องการขายชิป AI ให้กับลูกค้าในจีน
* การเยือนครั้งนี้ถูกจับตามองว่าอาจนำไปสู่ดีลด้านเทคโนโลยีและธุรกิจครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงพลังของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐ และทรัมป์ประกาศว่าจะขอให้จีนเปิดประเทศมากขึ้น
"โดนัลด์ ทรัมป์" ขนทัพผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐเยือน "จีน" ครั้งแรกในรอบ10 ปี เพื่อหารือและแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยี ท่ามกลางจังหวะที่รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณากฎกำกับเอไอคล้ายจีน ‘เจนเซน หวง’ ร่วมทริปนาทีสุดท้ายแวะขึ้นแอร์ฟอร์ซวันที่อะแลสกา จับตาดีลเทคครั้งใหญ่ของ 2 มหาอำนาจโลก ขณะที่ การเยือนจีนครั้งนี้ของ ‘ทรัมป์‘ อาจมีการหารือเรื่อง ’ภาษี’ ที่ยังเป็นปัญหาใหญ่แม้สองฝ่ายจะพักรบชั่วคราวตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีก่อนก็ตาม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เดินทางถึงจีนเมื่อคืนวันพุธ (13 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีรายชื่อผู้ติดตามที่บ่งชี้ว่า วาระสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือ “การหารือด้านเทคโนโลยี” กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน
ซีอีโอเทคโนโลยีระดับโลกร่วมขบวน :
ตามรายงานของเดอะการ์เดียน ระบุว่า ทิม คุก ซีอีโอแอปเปิ้ล ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง และอีลอน มัสก์ ซีอีโอ สเปซเอ็กซ์และเทสลาจะร่วมเดินทางไปพร้อมกับทรัมป์ด้วย
นอกจากสองชื่อดังกล่าวแล้ว ยังมีผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอีกหลายราย ได้แก่ ดีนา พาวเวลล์ แมคคอร์มิก ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของเมตา, ซานเจย์ เมโรตรา ซีอีโอของไมครอน บริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำคอมพิวเตอร์
ชัค ร็อบบินส์ ซีอีโอของซิสโก้ ยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนาน และ คริสเตียโน อามอน ซีอีโอ ควอลคอม ผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายสำคัญ
ทิม คุก นักการทูตธุรกิจผู้คุ้นเคยกับปักกิ่ง :
ในบรรดาผู้บริหารที่ร่วมเดินทางทั้งหมด ทิม คุก ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีน้ำหนักเป็นพิเศษในการเจรจาครั้งนี้ เพราะแอปเปิ้ลมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับจีนมายาวนาน
ปัจจุบันแอปเปิ้ลยังคงผลิตสินค้าส่วนใหญ่ในจีน แม้จะเริ่มทยอยย้ายสายการผลิตบางส่วนไปยังอินเดียและเวียดนามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ
ล่าสุด ไอโฟน 17 ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดจีน ส่งผลให้รายได้รายไตรมาสของแอปเปิ้ลพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าจีนยังคงเป็นตลาดที่ขาดไม่ได้สำหรับบริษัท
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแอปเปิ้ลประกาศการเกษียณของคุก บริษัทยังระบุชัดเจนว่าบทบาทในอนาคตของเขาจะรวมถึงการทำงานร่วมกับผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหมายความ ว่าการเดินทางในลักษณะนี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของตารางงานประจำของเขาในอนาคตอันใกล้
เจนเซน หวง ร่วมทริปนาทีสุดท้าย :
เจนเซน หวง ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเอ็นวิเดีย ร่วมคณะประธานาธิบดี ทรัมป์ ไปเยือนจีนในนาทีสุดท้าย หลังมีรายงานว่าเขาไม่ได้อยู่ในลิสต์
เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานว่า มีคนเห็นหวงบนลานบินเพื่อขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันของประธานาธิบดี แหล่งข่าววงในรายหนึ่งเผยกับซีเอ็นบีซี หลังจากเห็นข่าวว่า หวงไม่ได้อยู่ในรายชื่อคณะตัวแทน ทรัมป์ก็โทรศัพท์ไปหาแล้วชวนเขามาร่วมทริปด้วย หวงจึงบินไปยังอะแลสกาเพื่อไปขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน
“เจนเซนกำลังเข้าร่วมการประชุมตามคำเชิญประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อสนับสนุนอเมริกาและเป้าหมายของรัฐบาล”
โฆษกเอ็นวิเดียแถลง โดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมหวงถึงไปขึ้นเครื่องระหว่างทางที่อะแลสกา ทำเนียบขาวก็ไม่ได้ให้ความเห็น
ต่อมาทรัมป์โพสต์ทรูธโซเชียล ยืนยันว่า หวงไปด้วยและปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าหวงไม่ได้รับเชิญ ทรัมป์ระบุว่า นับเป็นเกียรติที่หวงและผู้นำภาคธุรกิจอื่นๆ มาร่วมคณะตัวแทนสหรัฐ
“ผมจะขอให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ‘เปิดประเทศจีน’ เพื่อให้บุคคลผู้มากความสามารถเหล่านี้ได้แสดงศักยภาพ และช่วยยกระดับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้สูงขึ้นไปอีกขั้น!”
"ที่จริงแล้ว ผมขอสัญญาว่า เมื่อเราเจอกัน อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ผมจะขอสิ่งนั้นเป็นอย่างแรกเลย” ทรัมป์ระบุในโพสต์
ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ทรัมป์ จะยกเรื่องเอ็นวิเดียมาหารือกับสีหรือไม่ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำให้รัฐบาลปักกิ่งอนุมัติให้ลูกค้าจีนซื้อชิปเอไอทันสมัย H200 ของเอ็นวิเดียชิปรุ่นนี้ซึ่งใช้ในการฝึกและปฏิบัติการโมเดลอย่างแชตจีพีทีของโอเพนเอไอ มักต้องได้รับอนุญาตจากวอชิงตันก่อนส่งออกไปให้จีนเสมอ เนื่องจากสหรัฐกังวลว่า เทคโนโลยีนี้อาจเป็นเสริมแกร่งให้กองทัพจีนได้
ความหวังดีลเทคระหว่างสองมหาอำนาจ :
คำถามที่หลายฝ่ายจับตา คือ การเยือนจีนครั้งนี้จะก่อให้เกิดดีลธุรกิจและเทคโนโลยีครั้งใหญ่เหมือนกับที่เกิดขึ้นในการเยือนตะวันออกกลางเมื่อเดือนพ.ค. ปี 2568 หรือไม่
ครั้งนั้น ทรัมป์สามารถประกาศความร่วมมือและดีลทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลกับหลายประเทศในภูมิภาคได้สำเร็จ การเดินทางครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นการที่รัฐบาลทรัมป์ต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงพลังของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐ ซึ่งเติบโตมาภายใต้นโยบายที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนพัฒนาโดยไม่แทรกแซงมากนัก
ทำเนียบขาวเริ่มเดินตามรอยปักกิ่ง :
สิ่งที่น่าสังเกตและขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง คือ ขณะที่ทรัมป์กำลังนำผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐไปโชว์ศักยภาพในจีน รัฐบาลของเขากลับกำลังนำแนวทางควบคุมเอไอแบบเดียวกับที่ปักกิ่งใช้มาปรับใช้ในสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ
ในจีน กฎหมายกำหนดให้บริษัทที่พัฒนาเอไอ ต้องส่งโมเดลของตนให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน การตรวจสอบนี้ครอบคลุมทั้งในแง่ความมั่นคงของชาติ และการประเมินว่าเนื้อหาที่เอไอสร้างขึ้นมีความอ่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ กล่าวคือ รัฐบาลจีนไม่เพียงแต่ห้ามเนื้อหาที่คุกคามความมั่นคง แต่ยังห้ามเนื้อหาใดๆ ก็ตามที่รัฐมองว่าไม่เหมาะสมอีกด้วย
ปัจจุบัน ทำเนียบขาวกำลังพิจารณาออกคำสั่งผู้บริหารในลักษณะเดียวกัน โดยอาจกำหนดให้บริษัทเอไอต้องส่งโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุดให้ทำเนียบขาวตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน
ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศข้อตกลงกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่ง เพื่อให้มีกระบวนการตรวจสอบด้านความมั่นคงแห่งชาติสำหรับโมเดลเอไอรุ่นใหม่
บริษัทที่เข้าร่วมข้อตกลงนี้แล้ว ได้แก่ กูเกิล ดีพมายด์, ไมโครซอฟท์ และ xAI โดยผู้รับผิดชอบการตรวจสอบคือ ศูนย์นวัตกรรมและมาตรฐานเอไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ
ความขัดแย้งระหว่าง Anthropic และกลาโหมสหรัฐ :
ท่ามกลางภาพรวมนี้ ความขัดแย้งระหว่าง แอนโทรปิก บริษัทผู้พัฒนาเอไอ เจ้าของ Claude ยังคงยืดเยื้ออยู่ในชั้นศาลกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ โดยมีสองประเด็นหลักที่ขัดแย้งกัน คือ เรื่องการนำเอไอไปใช้ในภารกิจทางทหาร และการที่กระทรวงกลาโหมประกาศให้แอนโทรปิก เป็น “ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน” ซึ่งแอนโทรปิกไม่เห็นด้วย
นอกจากนี้ ตามรายงานของเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ยังได้ส่งสัญญาณให้แอนโทรปิกชะลอการขยายการเข้าถึงโมเดล Mythos ออกไปก่อน
Mythos เป็นโมเดลเอไอที่บริษัทพัฒนาขึ้นโดยเน้นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ และมีขีดความสามารถสูง แวนซ์ต้องการให้จำกัดการใช้งานไว้เฉพาะกลุ่มพันธมิตรเริ่มต้นที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ให้ขยายออกไปวงกว้างกว่านี้
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบริบทที่การแข่งขันด้านเอไอระหว่างสหรัฐกับจีนทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่การพัฒนาเทคโนโลยี การควบคุมการส่งออกชิป และแนวทางการกำกับดูแลระบบเอไอ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก
‘เปิดวาระร้อน’ เจรจาแลกพักรบ :
การมาของทรัมป์จะเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐในรอบเกือบสิบปี จึงถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำสองมหาอำนาจโลกจะ “รีเซตความสัมพันธ์ใหม่” และพยายามหาจุดร่วมในประเด็นขัดแย้ง ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า เทคโนโลยี เอไอ สถานะไต้หวัน ไปจนถึงแร่หายาก
ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้จบสงครามอิหร่าน หลังความขัดแย้งบานปลายจนกระทบเศรษฐกิจโลก และดันราคาพลังงานแพงขึ้น โดยสหรัฐคาดว่า จะกดดันจีนเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน
ส่วนจีนถือเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด ของอิหร่านและยังให้การสนับสนุนทางการทูตกับอิหร่านในเวทีโลก ทำให้สหรัฐมองว่า “เงินจากจีน” มีส่วนช่วยให้อิหร่านยังเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางการถูกคว่ำบาตร
ที่ผ่านมาสหรัฐได้คว่ำบาตรบริษัทจีนหลายแห่ง ฐานซื้อน้ำมันอิหร่านหรือส่งข้อมูลดาวเทียมเกี่ยวกับฐานทัพสหรัฐแก่รัฐบาลอิหร่าน
ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ยังเคยกล่าวเป็นนัยเมื่อเดือน เม.ย.ว่า สหรัฐตรวจพบเรือลำหนึ่งที่อาจขนอาวุธหรือสิ่งสนับสนุนทางทหารจากจีนไปให้อิหร่าน โดยเรียกว่าเป็น “ของขวัญจากจีน” อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที
แม้ทรัมป์จะพยายามลดกระแสความขัดแย้ง โดยบอกว่า เขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก กับสี แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐยืนยันว่า รายได้ที่จีนมอบให้อิหร่าน รวมถึงความเป็นไปได้เรื่องการส่งอาวุธ จะถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยในการประชุมครั้งนี้แน่นอน
ด้านจีนเอง ก็แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเช่นกัน โดยรัฐบาลปักกิ่งสั่งให้บริษัทจีนไม่ต้องทำตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันอิหร่าน พร้อมใช้กฎหมายพิเศษที่ออกมาตั้งแต่ปี 2564 เพื่อปกป้องบริษัทจีนจากกฎหมายต่างชาติที่จีนมองว่าไม่เป็นธรรม
กระทรวงต่างประเทศจีนยังโจมตีมาตรการของสหรัฐว่าเป็น การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้วอชิงตันมุ่งรักษาข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน มากกว่ากล่าวหา หรือ “สาดโคลนใส่จีน”
ฮิโรชิ นากานิชิ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเกียวโตกล่าวว่า ในเมื่อยังไม่มีข้อตกลงที่ครอบคลุม คำถามเรื่องจะยุติสงครามอิหร่านอย่างไร จะกลายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญบนโต๊ะเจรจาที่ปักกิ่ง
สำหรับจีนแรงจูงใจมีทั้งสองด้าน ในฐานะผู้ซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลางรายใหญ่และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก จีนต้องการให้สงครามจบลงและเส้นทางเดินเรือกลับมาเปิดใช้งานตามปกติ อีกทั้งยังต้องการแสดงบทบาทว่าเป็นประเทศที่ส่งเสริมสันติภาพ
แต่ในมุมการเมือง นากานิชิมองว่า “การที่สหรัฐ ‘ติดหล่ม’ อยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ถือเป็นสถานการณ์ที่เอื้อต่อจีน”
คาด ‘ขยายเวลา’ สงบศึกการค้า :
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูกพูดถึงในการประชุมครั้งนี้ คือสงครามภาษีที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แม้ทั้งสองฝ่ายจะพักรบชั่วคราวมาตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีก่อนก็ตาม
ก่อนหน้านั้น หลังทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เขาเดินหน้ามาตรการขึ้นภาษีสินค้าจีนอีกครั้ง ทำให้จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐเช่นกัน แม้ภายหลังทั้งสองประเทศจะตกลงลดความตึงเครียดลงชั่วคราว ด้วยการผ่อนปรนภาษีบางส่วนและชะลอการควบคุมการส่งออกสินค้าบางประเภท เช่น แร่หายากของจีน แต่ภาษีส่วนใหญ่ยังคงอยู่
การประชุมครั้งนี้ จึงถูกมองว่า ทั้งทรัมป์และสี จิ้นผิงน่าจะพยายามขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งกลับมารุนแรงกว่าเดิม
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

