"คอร์รัปชัน" ดันต้นทุนพุ่ง 30% "ไทย" เสี่ยงหลุดดีลการค้าโลก
KEY POINTS :
* ภาคเอกชนมองว่าการทุจริตเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น โดยอาจสูงถึง 30% ซึ่งกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน
* ปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เช่น การเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD และการทำข้อตกลง FTA ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียโอกาสทางการค้า
* ผลสำรวจชี้ว่าภาคธุรกิจกว่า 60% เคยถูกเรียกรับผลประโยชน์ และกว่า 51% มองว่าสถานการณ์คอร์รัปชันแย่ลงกว่า 3 ปีก่อน ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ผลสำรวจ "การสำรวจความคิดเห็นภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐ" จัดโดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และ “เพื่อนไม่ทน” ได้จากการสำรวจครั้งนี้จัดทำจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหาร และตัวแทนภาคธุรกิจ 401 รายทั่วประเทศ
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เพื่อสะท้อนมุมมองภาคเอกชนต่อความโปร่งใสของระบบราชการ และนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในระยะต่อไป ปัญหาคอร์รัปชันยังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจไทย และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
ที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้ขับเคลื่อนกรอบดำเนินงาน “6 ด้าน ต้านทุจริต” ทั้งปลูกฝังจิตสำนึก การรณรงค์ภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงจัดเวทีเสวนา “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” เพื่อผลักดันให้ประเด็นต่อต้านคอร์รัปชั่นเข้าสู่การรับรู้ของสังคมในวงกว้าง
ลุยหารือภาครัฐลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเข้าพบประธาน ป.ป.ท. และประธาน ป.ป.ช. เพื่อเสนอแนวทางลดใช้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มการใช้เทคโนโลยี เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และกำหนดกติกาที่เท่าเทียม เพื่อให้การปฏิบัติราชการมีความโปร่งใสมากขึ้น
ขณะเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช.ขานรับแนวทางดังกล่าว โดยปรับการทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงาน เปิดช่องสื่อสารและรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย รวมถึงประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าคดีสำคัญให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้วันที่ 15 พ.ค. 2569 คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มีกำหนดเข้าพบนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศ
ดร.พจน์ กล่าวว่า การรวมตัวเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่และอาจเป็นครั้งสำคัญที่สุด หากภาคเอกชนไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง อาจไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่ออย่างน้อยช่วยชะลอปัญหาคอร์รัปชันที่ส่งผลต่อสังคม เศรษฐกิจ และทัศนคติของคนรุ่นใหม่
หวั่นตกขบวนเข้าร่วม OECD
"ปัญหาคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญการเจรจาทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วม OECD หรือการทำข้อตกลง FTA กับหลายประเทศ หากไทยไม่เร่งจัดการปัญหานี้ ก็อาจกระทบความสามารถในการแข่งขันและการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต"
เรียกรับสินบนเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ
นายรัฐไกร ลิ้มศิริตระกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. มองปัญหาการทุจริต การเรียกรับสินบน เป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบธุรกิจ การลงทุน และความสามารถแข่งขันประเทศ ต้นทุนดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนกลับไปสู่ประชาชนผ่านราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น

โดยมีผลศึกษาพบว่าบางประเทศ หากสามารถปรับแก้ปัญหาการทุจริต และเรียกรับสินบนได้อย่างจริงจัง ราคาสินค้าและบริการอาจลดลงได้มากถึง 20-30% ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งขันกับประเทศที่มีต้นทุนทำธุรกิจต่ำกว่าไทย
“โครงสร้างกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศ ทั้งปัญหากฎหมายมีจำนวนมากเกินไป กฎหมายล้าสมัย และกฎหมายที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ เปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวางเมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้ตีความได้มาก ก็เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจ และนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นได้ง่าย”
“คอร์รัปชั่น”ปัจจัยกระทบเชื่อมั่นลงทุน :
นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับต่ำ การพัฒนาประเทศจึงต้องอาศัยการผลักดันโครงการสำคัญในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ภาคเอกชน 3 สถาบัน เห็นว่าการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้โครงการ Reinvent Thailand รวมถึงการสร้าง New S-Curve ใหม่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ทั้งไทยและต่างประเทศ หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่น คือ ปัญหาคอร์รัปชั่นทำให้การขับเคลื่อนแนวทาง Zero Corruption เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
หน่วยงานที่มีอำนาจอนุมัติช่องทาง“รับสินบน”
นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า การที่ภาคเอกชนต้องติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งหน่วยงานที่มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต หรือหน่วยงานให้บริการ พบว่าแทบทุกแห่งมีปัญหาการเรียกรับสินบนเกิดขึ้น เพียงแต่ระดับความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป
หน่วยงานจำนวน 26 แห่งที่ปรากฏชื่อในการสำรวจ เป็นกลุ่มหน่วยงานที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดคอร์รัปชั่นและการเรียกรับสินบน ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนและนักธุรกิจพูดมาโดยตลอดว่า มีการเรียกรับสินบนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีหรือประณามหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องการตีแผ่ข้อเท็จจริงให้สังคม หน่วยงานภาครัฐ และรัฐบาลรับรู้ร่วมกัน เพื่อพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น และลดอุปสรรคในการทำธุรกิจของประเทศ หากสังคมยังพูดถึงปัญหาคอร์รัปชั่นแต่ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ ประเทศจะถดถอยลงเรื่อยๆ
นอกจากนี้ คณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน ขอเชิญชวนภาคเอกชนและประชาชนทุกคน หากพบเห็นการเรียกรับสินบนหรือการทุจริต ให้ร้องเรียนผ่านช่องทางที่ปลอดภัย โดยสามารถใช้แอปพลิเคชัน DAI ผ่านระบบ “Corruption Boss” หรือ “แชทฟ้องโกงทันใจ” ซึ่งสามารถแจ้งพฤติกรรม สถานที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ โดยไม่จำเป็นต้องระบุชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือเลขบัตรประชาชน
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. รับปากว่าจะนำข้อมูลร้องเรียนดังกล่าวไปตรวจสอบต่อไป ขณะที่ ภาคธุรกิจที่ผ่านมาเกินกว่าครึ่งไม่กล้าร้องเรียน เพราะกลัวได้รับผลกระทบ ถูกคุกคาม หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้
“คอร์รัปชัน”แย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การสำรวจความคิดเห็นภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐภายใต้โครงการ “คนไทยไม่ทนคอร์รัปชั่น” สำรวจภาคธุรกิจ 401 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มี.ค.-10 เม.ย. 2569 พบภาคธุรกิจ มองปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคการดำเนินธุรกิจ
ผู้ตอบแบบสอบถาม 30.8% ระบุว่าเป็นอุปสรรคมาก และ 28.0% ระบุว่าเป็นอุปสรรคอย่างมาก รวมเป็น 58.8% ขณะที่อีก 30.3% มองว่าเป็นอุปสรรคปานกลาง ขณะที่ 51.2% เห็นว่าสถานการณ์คอร์รัปชันแย่ลงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีก่อน และอีก 51% ระบุว่าการติดต่อราชการมีความยุ่งยากมากขึ้น
ธุรกิจ 60.9%พบร้องขอผลประโยชน์ตอบแทน :
ด้านประสบการณ์ตรงภาคธุรกิจ พบ 60.9% ของผู้ที่ยื่นขออนุญาตหน่วยงานรัฐ เคยพบการสื่อเป็นนัยหรือร้องขอผลประโยชน์ตอบแทน ขณะที่ 45.9% ยอมรับว่าเคยจ่ายเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ 37.3% ระบุว่าในอุตสาหกรรมของตนจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้สัญญาภาครัฐ เฉลี่ยที่ 11-15% ของมูลค่าสัญญา
รูปแบบสินบนที่พบมากสุด ได้แก่ เงินสด 46.6% รองลงมา ของขวัญ เลี้ยงรับรอง 23.1% และบริจาคหรือสปอนเซอร์ 18.7%
ส่วนการประกวดราคาภาครัฐ 27.3% ระบุว่า เคยมีบุคคลอ้างว่าสามารถช่วยให้ชนะการประมูลได้ และอีก 27.3% ได้รับการแนะนำให้ใช้ตัวกลางหรือที่ปรึกษาบางราย
ตำรวจทางหลวง-จราจร"รับสินบนมากสุด :
สำหรับหน่วยงานที่เสี่ยงสูงจากการเรียกรับสินบนมากสุด ได้แก่ ตำรวจทางหลวงและตำรวจจราจร ซึ่งมีการติดต่อเฉลี่ย 1.69 ครั้งต่อปี และทุกครั้งมีการเสนอสิ่งตอบแทน คิดเป็น 100%
กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) เสนอสิ่งตอบแทน 94.4% ของการติดต่อทั้งหมด
องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 91.7%
กรมเจ้าท่า 90%
กรมทางหลวง 82%
กรมโยธาธิการและผังเมือง 78.9%
จ่าย “กรมควบคุมมลพิษ” ต่อครั้งสูงสุด
ส่วนหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
กรมควบคุมมลพิษมีจำนวนเงินที่เสนอให้ 102,160 บาทต่อครั้ง
รองลงมาเป็นกรมเจ้าท่า 100,000 บาทต่อครั้ง
กรมสรรพสามิต 94,667 บาทต่อครั้ง
กรมสรรพากร 89,498 บาทต่อครั้ง
กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) 88,750 บาทต่อครั้ง
อย./บริการสาธารณสุข 74,643 บาทต่อครั้ง
กรมทางหลวง 70,167 บาทต่อครั้ง
กรมโยธาธิการและผังเมือง 70,000 บาทต่อครั้ง
กรมอทยานแห่งชาติฯ 68,000 บาทต่อครั้ง
กรมป่าไม้ 67,500 บาทต่อครั้ง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

