เตือน ‘หนี้บริโภค’ ห่วงผ่อนมือถือ-สินค้าไอที ยอดค้างพุ่ง20%
“เอ็นซีบี” เตือน “หนี้บริโภค-บัตรเครดิต” พุ่งสวนทางหนี้ครัวเรือนทรงตัว พบยอดค้างหนี้สูง โดยเฉพาะ “ผ่อนมือถือ-เครื่องใช้ไฟฟ้า” ยอดข้างพุ่งถึง 20% เริ่มน่ากังวล “ทีทีบี” ชี้สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงหดตัว พบคนไทยกว่า 40% ไม่มีข้อมูลเครดิต กระทบการเข้าถึงสินเชื่อ
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยปัจจุบันมีประเด็นน่าจับตามองใกล้ชิด แม้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไม่ได้เพิ่มขึ้น สินเชื่อไม่ได้เติบโต แต่หากเจาะลึกในภาพรวมสินเชื่อครัวเรือนพบว่า พฤติกรรมการก่อหนี้เปลี่ยนไปสิ้นเชิง
โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของหนี้ที่ไหลจากหนี้ก้อนใหญ่ไปสู่หนี้ก้อนเล็กที่เห็นมากขึ้น แม้การเข้าถึงสินเชื่อจะดีขึ้น แต่อีกด้านอาจหมายถึงความเสี่ยงในระบบที่เพิ่มขึ้นด้วย
ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) กล่าวว่า ภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยไตรมาสแรกอยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท ซึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาพบว่ามูลค่าหนี้ไม่ได้ขยับสูงขึ้นมากนัก ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีมีทิศทางลดลง
สิ่งที่น่ากังวลคือคุณภาพของหนี้ แม้หนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือ “เอ็นพีแอล” ไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 9.3% ลดลงจากปลายปีก่อน แต่ในทางกลับกันพบว่า หนี้กลับไปเพิ่มในกลุ่มปรับโครงสร้างหนี้ ที่สัดส่วนสูงขึ้นถึงกว่า 10%
ดังนั้น ต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างอาจไหลกลับมาเป็นเอ็นพีแอลได้อีกในอนาคตหากกระบวนการปรับโครงสร้างไม่ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ หากดูอัตราการค้างชำระสินเชื่อรายประเภทพบว่าสินเชื่อส่วนบุคคล (P-Loan) อัตราค้างชำระอยู่ที่ประมาณ 9-10% ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยรวม บัตรเครดิตอัตราค้างชำระอยู่ที่ประมาณ 10% สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ค้างชำระเกิน 90 วัน สูงเกือบ 10%
สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพบว่าสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ในระดับ 12-13% และคุณภาพหนี้ของธุรกิจขนาดเล็กยังด้อยกว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ขณะที่ สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงหดตัว ส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังขยายตัวได้
✅ ผ่อนมือถือ-เครื่องใช้ไฟฟ้าค้างหนี้พุ่ง :
แต่สินเชื่อเช่าซื้ออื่น ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ-เครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มน่ากังวลสุด โดยมีตัวเลขการค้างชำระพุ่งสูงเกือบ 20% โดยการค้างชำระกลุ่มผ่อนมือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่กลางปี 2568 และแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อต่อเนื่องจนถึงต้นปีนี้
นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวล จากหนี้ในระบบมีจำนวนบัญชีเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่มูลค่าหนี้ต่อบัญชีกลับเล็กลง โดยพบว่าหนี้ก้อนใหญ่ เช่น สินเชื่อยานยนต์ เริ่มปล่อยกู้ได้ยากขึ้นและมีสัดส่วนที่หายไปจากระบบ
ขณะที่ หนี้ก้อนเล็กประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) กลับเพิ่มขึ้น
สำหรับการเข้ามาของผู้ให้บริการสินเชื่อบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทำให้จำนวนบัญชีหนี้ก้อนเล็กกระโดดสูงขึ้นเร็ว สะท้อนมีผู้ใช้บริการหน้าใหม่เข้าระบบมหาศาล และยังมีผู้เล่นรายใหญ่อื่น ๆ ที่อยู่ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอยู่ระหว่างเข้าเป็นสมาชิก NCB อีก 3 ราย
นอกจากนี้ หากดูตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยไทยมีประชากรกลุ่มวัยทำงานอายุ 20-60 ปี จำนวน 39.18 ล้านคน ในจำนวนนี้ พบว่า มีข้อมูลเครดิตอยู่ในระบบจำนวน 23.5 ล้านคนคิดเป็น 60% หรือมีประชากรไทยในช่วงอายุดังกล่าวอีกกว่า 40% ที่ไม่มีข้อมูลเครดิต
ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงระดับหนี้ของคนไทย แต่คือการที่คนจำนวนมากยังไม่มีตัวตนทางการเงินในระบบข้อมูลเครดิต ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างความน่าเชื่อถือทางการเงิน และอาจเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบเมื่อมีความจำเป็น
สำหรับ Buy now pay later มองว่าการเข้ามากำกับของธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี ส่วนดีเพิ่มเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การก่อหนี้ที่ไม่รู้ตัว ทำให้เกิดภาระหนี้สะสมตามมาได้
✅ ข้อมูลเครดิตเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ
นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่ม Data และ Analytics ทีทีบี กล่าวว่า หากดูภาพรวมสินเชื่อปัจจุบันสำหรับธุรกิจรายใหญ่ หรือธุรกิจรายกลางยังไปต่อ ยังมีความต้องการสินเชื่อ แต่หากดูสินเชื่อเอสเอ็มอีพบสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่องจากหลายไตรมาสที่ผ่านมา
สำหรับ การมีข้อมูลเครดิตมองว่า หากมีเครดิตที่ดีสามารถสร้างแต้มต่อทางการเงินได้อย่างชัดเจน โดยสินเชื่อบุคคลในระบบมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 17-25% ต่อปี ขณะที่ หนี้นอกระบบมีต้นทุนทางการเงินสูงได้ถึง 120% ต่อปี หรือสูงกว่าถึงเกือบ 6 เท่า
นอกจากนี้ ผู้มีประวัติเครดิตดียังมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อหลากหลายขึ้น ด้วยวงเงินขนาดใหญ่กว่า อาทิ สินเชื่อรถยนต์เฉลี่ย 600,000 บาท และสินเชื่อบ้านเฉลี่ย 1,620,000 บาท ขณะที่ หนี้นอกระบบมีวงเงินเฉลี่ยเพียงประมาณ 20,000 บาทต่อราย
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยและการอนุมัติสินเชื่อขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้สมัคร ผลการพิจารณาสินเชื่อ ความสามารถในการชำระหนี้ และหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด
โดยทีทีบีเชื่อว่าผู้ที่มีวินัยและพฤติกรรมทางการเงินที่ดีควรได้รับการตอบแทนหรือรางวัล จึงนำแนวคิด Risk-based Pricing หรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อตามระดับความเสี่ยงและคะแนนเครดิตมาใช้ผ่านสินเชื่อบุคคล ทีทีบี แคชทูโก
ภายใต้โครงการสินเชื่อคนผ่อนดี ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีการอนุมัติสินเชื่อแล้วกว่า 23,000 ราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 4,100 ล้านบาท ช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 650 ล้านบาท
และช่วยให้ลูกค้ากว่า 80% สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงกว่าการคิดดอกเบี้ยแบบเดิมเฉลี่ย 5% ต่อปี หรือทุกวงเงินกู้สินเชื่อ 100,000 บาท สามารถประหยัดดอกเบี้ยได้ 20,000 บาท
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 30 มิถุนายน 2569

