"ดีอี" จ่อเปิดตัว AI Passport เปิดลงทะเบียนมิ.ย.นี้ เคาะ 5 ล้านสิทธิ์ หนุนคนไทยใช้ AI ตัวดังฟรี
KEY POINTS :
* กระทรวงดีอีเตรียมเปิดตัวโครงการ "AI Passport" ในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อให้คนไทย 5 ล้านคนได้สิทธิ์ใช้เครื่องมือ AI ชั้นนำระดับโลกฟรีเป็นเวลา 1 ปี
* โครงการรวบรวม Generative AI ชื่อดังกว่า 15 ราย เช่น ChatGPT, Gemini และ Claude ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน
* ใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาทจากกองทุนดีอี โดยประเมินว่ามีต้นทุนเฉลี่ยคนละ 27 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าการสมัครใช้บริการเองมาก
* สิทธิ์การใช้งาน 5 ล้านสิทธิ์จะไม่ใช่สิทธิ์ถาวร หากผู้ได้รับสิทธิ์ไม่เข้าใช้งานในเวลาที่กำหนด ระบบจะดึงสิทธิ์คืนเพื่อจัดสรรให้ผู้ที่ต้องการใช้งานจริง
* การเข้าถึงฟีเจอร์ขั้นสูง (Pro) จะต้องผ่านการเรียนหลักสูตรออนไลน์ในระบบเพื่อรับโทเคนสำหรับปลดล็อก เป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะไปพร้อมกัน
รายงานข่าวจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีเตรียมเดินหน้าโครงการ AI Passport เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนไทยเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกได้ฟรี ผ่านแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมบริการ Generative AI ชั้นนำประมาณ 15 รายไว้ในระบบเดียว
โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) วงเงิน 1,600 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ใช้งาน 5 ล้านคน เป็นระยะเวลา 1 ปี
สำหรับโครงการ AI Passport ถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันการสมัครใช้บริการ AI แบบรายแพลตฟอร์มมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยบางบริการมีค่าบริการระดับ 700-1,000 บาทต่อเดือน แต่ในโครงการจะเหลือราคาคนละ 27 บาทต่อเดือน
โดยขณะที่โครงการนี้จะรวมเครื่องมือ AI หลายรายไว้ในระบบเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกใช้งานได้ตามความถนัดและลักษณะงาน โดยไม่ต้องสมัครแยกหลายบัญชี หรือแบกรับค่าใช้จ่ายเองเป็นรายแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้น ต้นทุนเฉลี่ยของโครงการต่อคนต่อวัน จะอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับการสมัครใช้บริการ AI เชิงพาณิชย์ทั่วไป ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ AI ฟรี แต่เป็นการสร้างช่องทางให้คนไทยจำนวนมากเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ การทำงาน การสร้างอาชีพ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ส่วนสิทธิ์ใช้งานจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ จะไม่ใช่สิทธิ์แบบตายตัว แต่จะมีระบบบริหารจัดการสิทธิ์เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง หากผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่เข้าใช้งานภายในระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะตัดสิทธิ์และนำไปจัดสรรให้ประชาชนรายอื่น เพื่อป้องกันการกักสิทธิ์โดยไม่เกิดประโยชน์ และทำให้โครงการสามารถกระจายโอกาสไปยังผู้ที่ต้องการใช้งานจริงได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนต้องการใช้ ฟีเจอร์ขั้นสูง หรือบริการระดับ Pro ของเครื่องมือ AI บางประเภท จะต้องเรียนหลักสูตรออนไลน์ที่จัดไว้ในระบบก่อน เมื่อเรียนครบตามเงื่อนไขจึงจะได้รับโทเคน เพื่อนำไปปลดล็อกการใช้งาน AI ระดับสูง โดยรัฐบาลจะไม่เปิดให้ซื้อโทเคนเพิ่ม แต่ใช้การเรียนรู้เป็นเงื่อนไขหลัก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนอัปสกิลและรีสกิลด้าน AI ไปพร้อมกับการใช้งานจริง ทั้งนี้ หลักสูตรจะมาจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และพันธมิตรอื่นๆ โดยผู้เรียนจะได้รับใบรับรอง (Certificate) เพื่อนำไปต่อยอดด้านการเรียนและการทำงานในอนาคต
ด้านรูปแบบการใช้งาน ขณะนี้ได้คัดเลือกผู้รับจ้างพัฒนาระบบแล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบเว็บไซต์ รวมถึงเตรียมเปิดใช้งานควบคู่กับแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ทั้งผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
โดยหน้าจอของระบบจะมีลักษณะเป็นแดชบอร์ดกลาง ให้ผู้ใช้งานเลือกเครื่องมือ AI ที่ต้องการใช้จากรายการในระบบเดียว ผู้ใช้งานจึงสามารถเลือกใช้เครื่องมือ AI แต่ละรายตามความถนัดและลักษณะงาน โดยอาจสลับใช้งานระหว่าง Generative AI แต่ละตัว หรือเครื่องมืออื่นๆ ได้จากหน้าจอเดียว
รายละเอียดเกี่ยวกับระบบโทเคนของโครงการ AI Passport เช่น การนำโทเคนที่ได้จากการเรียนไปใช้ร่วมกันได้ทุกแพลตฟอร์มหรือแยกตามบริการ AI แต่ละราย จะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ขณะที่กระทรวงดีอีเตรียมเปิดให้บริการทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากและลดความเสี่ยงระบบล่ม โดยโครงการมีแผนเปิดตัวในเดือน มิ.ย.69 หลังระบบมีความพร้อม เพื่อผลักดันให้ประชาชนเข้าถึง AI ได้กว้างขึ้น ควบคู่กับการยกระดับทักษะดิจิทัลผ่านการเรียนรู้และการใช้งานจริงในระบบเดียว
นอกจากนี้ AI Passport ยังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา National Super App หรือแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐในอนาคต ซึ่งมีเป้าหมายลดความซ้ำซ้อนของแอปพลิเคชันภาครัฐ และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการดิจิทัลของรัฐได้สะดวกขึ้น
โดยมีแนวคิดเชื่อมโยงบริการสำคัญ เช่น ทางรัฐ, Thai ID และหมอพร้อม ให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น แทนการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบแยกส่วนจนเกิดความซ้ำซ้อนทั้งด้านงบประมาณและประสบการณ์ใช้งานของประชาชน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 23 พฤษภาคม 2569

