สหรัฐจ่อฟันภาษีรอบใหม่ ไทยเร่งแจงสวมสิทธิ์ ลุ้นภาษีรวมไม่เกิน 20%
✅ KEY POINTS
* สหรัฐฯ เตรียมพิจารณาเก็บภาษีรอบใหม่กับไทยในประเด็น "การสวมสิทธิ์" และกำลังการผลิตส่วนเกิน เนื่องจากกังวลว่าไทยอาจเป็นทางผ่านของสินค้าจีนเพื่อเลี่ยงภาษี
* ฝ่ายไทยเร่งเตรียมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นฐานการผลิตจริง ไม่ใช่แค่ทางผ่านสินค้า พร้อมเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) เพื่อลดแรงกดดัน
* ไทยตั้งเป้าเจรจาให้ภาระภาษีโดยรวมจากทุกประเด็น (รวมภาษีประเด็นแรงงานบังคับที่มีอยู่เดิม) อยู่ในระดับไม่เกิน 19-20%
แรงกดดันทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังไม่จบ แม้ไทยจะสามารถเจรจาลดอัตราภาษีจากระดับสูงสุดที่เคยถูกตั้งไว้กว่า 36% ลงมาได้ และปัจจุบันถูกเรียกเก็บในอัตรา 12.5% ภายใต้มาตรการที่สหรัฐฯ อ้างประเด็นแรงงานบังคับ แต่โจทย์ใหม่ที่ภาคเอกชนจับตาคือการตรวจสอบ “สินค้าสวมสิทธิ์” และกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างซึ่งอาจนำไปสู่ภาษีรอบใหม่
✅ สหรัฐฯ จับตาสวมสิทธิ์ ไทยเร่งปิดดีล ART
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐฯยังคงอยู่ที่การผลักดันนโยบายการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) โดยสหรัฐฯ ต้องการให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดและนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการทางการค้าเป็นแรงกดดันให้เกิดการปรับสมดุลทางการค้า
ที่ผ่านมาไทยเคยเผชิญอัตราภาษีตั้งต้นสูงกว่า 36% (Reciprocal Tariff) ก่อนการเจรจาจะนำไปสู่การปรับลดเหลือ 19% และต่อมามีการปรับลงเหลือ 10% ภายใต้มาตรการชั่วคราวที่มีข้อจำกัดด้านเวลา เมื่อครบกำหนด สหรัฐฯ จึงหันมาใช้มาตรการอื่น โดยไทยถูกจัดเก็บภาษี 12.5% ตั้งแต่ 24 กรกฎาคม 2569 จากประเด็นเกี่ยวกับแรงงานบังคับ
อย่างไรก็ตาม นายวิศิษฐ์ชี้ว่า ประเด็นดังกล่าวยังไม่ใช่โจทย์ทั้งหมด เพราะอีกด้านหนึ่งสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบเรื่องการผลิตส่วนเกิน ซึ่งในทางปฏิบัติสะท้อนความกังวลเรื่องการสวมสิทธิ์หรือ Circumvention โดยเฉพาะการที่จีนอาจใช้ประเทศที่สามเป็นฐานการผลิตหรือทางผ่านเพื่อส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
✅ ไทยถูกจัด Tier 2 เร่งพิสูจน์ฐานผลิตจริง
การที่ไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 จึงเป็นการจัดกลุ่มความเสี่ยงเพื่อการวิเคราะห์และชี้เป้าไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ ตัดสินว่า ไทยหรือผู้ส่งออกไทยมีความผิด แต่ทำให้สินค้ากลุ่มเสี่ยงมีโอกาสถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดอย่างเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน
จุดที่ไทยต้องเร่งพิสูจน์คือ ประเทศไทยเป็น “ฐานผลิตจริง” ไม่ใช่เพียงทางผ่านของสินค้าจีน โดยข้อมูลที่ฝ่ายไทยเตรียมใช้ชี้แจงคือ โรงงานที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยมากกว่า70% ซึ่งเป็นข้อมูลจากการผลิตจริง ไม่ใช่โรงงานที่เพียงจดทะเบียนไว้
นายวิศิษฐ์ มองว่า หากไทยสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการผลิตจริง มีการใช้กำลังการผลิต มีแรงงาน เครื่องจักร และวัตถุดิบในประเทศอย่างสอดคล้องกับปริมาณส่งออก ก็จะช่วยยืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดเปลี่ยนฉลาก เปลี่ยนถิ่นกำเนิด หรือแปรรูปสินค้าเพียงเล็กน้อยเพื่อส่งต่อไปสหรัฐฯ
✅ ภาคเอกชนหวั่นภาษีพุ่งแตะ 36%
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะอัตราภาษีในประเด็นการผลิตส่วนเกินและการสวมสิทธิ์ยังไม่มีตัวเลขตายตัว และขึ้นอยู่กับน้ำหนักของเอกสาร หลักฐาน และมาตรการป้องกันของไทย หากการชี้แจงไม่เป็นที่ยอมรับ ความเสี่ยงคือการถูกกำหนดภาษีในระดับสูง โดยภาคเอกชนยังจับตาเพดานเดิมที่ 36%
“สิ่งที่เราคาดหวังคืออัตราภาษีต่ำที่สุด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไทยต้องไม่เสียเปรียบคู่แข่ง” นายวิศิษฐ์กล่าว พร้อมระบุว่า การเจรจารอบนี้จึงต้องเสนอรายการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯทั้งเครื่องบิน พลังงาน ข้าวโพดถั่วเหลือง และสินค้าอื่นที่ไทยจำเป็นต้องใช้ เพื่อให้เกิดการค้าต่างตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าสินค้าหรือชิ้นส่วนจากจีน แล้วนำมาประกอบหรือผ่านกระบวนการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไม่มาก ก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งอาจ ถูกตีความว่าเป็นการสวมสิทธิ์ได้
✅ ตรวจรายบริษัทเสี่ยงกักตู้-ขึ้นภาษี
ดร.อัทธ์เสนอให้ไทยเร่งจัดทำบัญชีสินค้าเสี่ยง เปรียบเทียบการนำเข้าจากจีนกับการส่งออกไปสหรัฐฯ ตรวจสอบโรงงานที่มียอดส่งออกเพิ่มขึ้นผิดปกติ เชื่อมข้อมูลกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม BOI และการนิคมอุตสาหกรรมรวมถึงกำหนดให้โครงการลงทุนที่มีความเสี่ยงเปิดเผยกระบวนการผลิต แหล่งวัตถุดิบ และสัดส่วน Local Content พร้อมสร้างระบบ Thai Origin Traceability และนำ AI เข้ามาช่วยติดตามหลักฐานตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงสินค้าสำเร็จรูป เพื่อแยกการลงทุนและการผลิตจริงในไทย ออกจากการส่งผ่านหรือแปรรูปเล็กน้อยให้ชัดเจน
“หากสหรัฐฯ ยกระดับไปสู่การตรวจสอบรายบริษัท ผลกระทบจะรุนแรงกว่าการถูกจัด Tier 2 เพราะอาจนำไปสู่การกักตู้สินค้า การตรวจสอบเข้มข้น การเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด หรือรุนแรงถึงขั้นห้ามสินค้าบางอุตสาหกรรมเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ”
ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐฯ แล้วกว่า 2,000 รายการ เมื่อรวมกับรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภายใต้มาตรา 232 ที่เจรจาก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ปัจจุบันมีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีประมาณ 72% ขณะที่อีกประมาณ 28% ยังอยู่ภายใต้การจัดเก็บภาษีและต้องเดินหน้าเจรจาต่อไป
✅ ไทยลุ้นภาษีรวม 19-20% ปิดดีล ART
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ทีมไทยเตรียมเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 โดยตั้งเป้าสรุปความตกลง ART หลังการเจรจามีความคืบหน้าแล้วประมาณ 60% และการพบปะโดยตรงจะช่วยให้ฝ่ายไทยชี้แจงข้อมูลได้ละเอียดมากขึ้น
สำหรับมาตรการภาษีจากประเด็นแรงงานบังคับ 12.5% นี้มองว่า อาจถูกยกเลิกในอนาคต เนื่องจากกำลังถูกฟ้องร้องในศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ขณะที่ประเด็น Structural Excess Capacity มีแนวโน้มถูกนำมาบังคับใช้มากกว่า หลังทำเนียบขาวเผยแพร่รายงาน The Great Transshipment Scam และจัดไทยอยู่ใน Tier 2 อย่างไรก็ตาม กรมการค้าต่างประเทศประเมินว่า หากต้องรวมภาษีทั้งสองประเด็น คือแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน อัตราภาษีรวมของไทยไม่น่าจะเกิน 19-20%
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 26 สิงหาคม 2569

