Sawasdee Seoul 2026 คึกคัก ถอดรหัส 5 เสาร์หลัก Soft Power ไทย
KEY POINTS :
* งาน "Sawasdee Seoul 2026" จัดขึ้นเพื่อผลักดัน Soft Power ของไทย โดยชู 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ อาหารไทย, T-Pop, วัฒนธรรม, การท่องเที่ยว และนวัตกรรม
* มีการเพิ่มมิติใหม่ด้าน "นวัตกรรม" เป็นเสาหลักสำคัญในปีนี้ เพื่อนำเสนอศักยภาพด้านเทคโนโลยีและธุรกิจสร้างสรรค์ของไทยสู่ระดับสากล
* เป้าหมายของงานคือการเชื่อมโยง Soft Power เข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนการเผยแพร่วัฒนธรรมให้เป็นโอกาสทางธุรกิจและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ถ้าพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ หลายคนอาจนึกถึง K-Pop ซีรีส์เกาหลี หรืออาหารเกาหลีที่ได้รับความนิยมในไทย โดยในแต่ละปี ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าร่วมกันกว่า 5 แสนล้านบาท


ขณะที่ในภาคการท่องเที่ยว มีชาวเกาหลีใต้เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยปีละประมาณ 1.4 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศราว 51 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้เศรษฐกิจไทยระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ในทางกลับกัน คนไทยเดินทางมาเที่ยวเกาหลีใต้ราว 360,000 คนต่อปีจากประชากรราว 65 ล้านคน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ Soft Power ของเกาหลีใต้จะได้รับความนิยมในประเทศไทย แต่ Soft Power ของไทยเอง ก็ได้รับการตอบรับจากชาวเกาหลีใต้ไม่แพ้กัน หนึ่งในเวทีสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ดังกล่าว ก็คือเทศกาลไทย ณ กรุงโซล หรือ Sawasdee Seoul Thai Festival 2026
เบื้องหลังการจัดงานต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 นี้ กลับสะท้อนทิศทางใหม่ของประเทศไทย ที่พยายามใช้ Soft Power เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ผ่านแนวคิด “Creative Life and Creative Heartbeat” หรือ “ชีวิตและพลังสร้างสรรค์”
โดยโครงสร้างของงานในปีนี้ถูกออกแบบบน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ อาหารไทย T-Pop วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และนวัตกรรม ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีบทบาทเชื่อมโยงกันในการนำเสนอภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่สายตาชาวเกาหลีใต้
อาหารไทย Soft Power ที่แข็งแรงที่สุด :
อาหารไทยยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลไทยในต่างประเทศ ภายในงานมีการรวบรวมร้านอาหารไทยและเมนูชื่อดังหลากหลายประเภท ตั้งแต่ผัดไทย ส้มตำ ไปจนถึงเมนูที่ชาวเกาหลีใต้เริ่มรู้จักมากขึ้นอย่างโรตีและชาชัก
นายธีรกุล นิยม ผู้แทนพิเศษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า อาหารไทยเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะสะท้อนอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนไทย ผ่านรสชาติที่มีความหลากหลายและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
T-Pop สร้างการรับรู้สู่คนรุ่นใหม่ :
อีกหนึ่งแม่เหล็กสำคัญของงาน คือ การแสดงจากศิลปิน T-Pop ไม่ว่าจะเป็น PIXxIE, DICE, Zom Marie และศิลปินไทยอีกหลายคนที่ได้รับความนิยมในเกาหลีใต้
การนำศิลปินร่วมสมัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล ช่วยขยายฐานผู้ชมไปสู่คนรุ่นใหม่ และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยมีความร่วมสมัยมากขึ้น
T-Pop จึงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงผู้บริโภครุ่นใหม่กับประเทศไทย
วัฒนธรรมไทย รากฐานของความเป็นไทย :
แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด แต่วัฒนธรรมยังคงเป็นรากฐานสำคัญของเทศกาลไทย ภายในงานมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การสาธิตนวดไทย การแสดงมวยไทย การแสดงจากสวนนงนุชพัทยา รวมถึงการนำเสนอ “ชุดไทย” ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสู่บัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติของยูเนสโก

สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทย แต่ยังช่วยยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยในเวทีโลก
นวัตกรรม เสาหลักใหม่ของ Sawasdee Seoul 2026 :
สิ่งที่แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา คือ การเพิ่มมิติด้าน “นวัตกรรม” เข้ามาเป็นหนึ่งในแกนหลักของการจัดงาน
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) นำผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ SME และธุรกิจสร้างสรรค์ของไทยมาร่วมจัดแสดงใน Innovation Zone
นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล กล่าวว่า ไทยต้องการสื่อสารให้ต่างชาติรับรู้ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงวัฒนธรรม อาหาร หรือการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ขณะที่ NIA และ CEA มองว่า การเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้พบกับนักลงทุน ผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจจากเกาหลีใต้ จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการผลักดันธุรกิจไทยจากระดับ Local สู่ Global
จาก Soft Power สู่ Economic Power :
หากมองภาพรวมของ Sawasdee Seoul 2026 จะพบว่า งานไม่ได้มุ่งเพียงการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยอีกต่อไป แต่กำลังพยายามเชื่อมโยง Soft Power เข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว และนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จากเดิมที่ประเทศไทยใช้เทศกาลไทยเป็นเวทีแสดงอัตลักษณ์ของชาติ วันนี้ Sawasdee Seoul กำลังพัฒนาไปสู่เวทีที่ใช้วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 21 มิถุนายน 2569

