เกิดอะไรกับ 'สมองของเด็ก' เมื่อพวกเขาได้ 'เล่นอิสระ' การปกป้องสุดขั้วกลับส่งผลร้าย
KEY POINTS :
* “การเล่นหน้าจอ” และการปกป้องแบบสุดขั้วของพ่อแม่ กลายเป็น “กับดัก”สำคัญขัดขวาง “การเล่นอิสระ” ซึ่งมีผลต่อ “สมอง” ของเด็ก ปัจจุบันมีวัยรุ้นที่มีภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้าเต็มไปหมด
* กุมารแพทย์ชี้ "เล่นอิสระ" หัวใจสำคัญสร้างเซลล์ประสาทสมองส่วนหน้า ทักษะยืดหยุ่นทางใจ แนะเร่งคืนอิสระให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวน
* การปล่อยให้เด็กเล่นอิสระ (Free Play) สมองจะกระตุ้นการสร้างโปรตีนปุ๋ยสมอง กระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ และการเล่นเพียง 30 นาที ยีนกว่า 1 ใน 3ในสมองส่วนหน้ามีการปรับเปลี่ยนการทำงานไปในเชิงบวก
จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (MICS) ครั้งที่ 6 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และกรมอนามัย
มีเด็กปฐมวัยได้เล่นกับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง 90.3 % เป็นอันดับที่ 11 จาก 84 ประเทศที่มีรายได้ต่ำ หรือปานกลาง โดยการเล่นที่พบมากที่สุด คือ การเล่นกับเด็ก 98 % การพาเด็กไปเดินเล่นนอกบ้าน 97% และการหัดเรียกชื่อ นับเลขหรือวาดรูป 95 % ส่วนการเล่นที่พบน้อยที่สุด คือ การเล่านิทาน 8%4 การร้องเพลง 80 % การอ่านหนังสือหรือดูสมุดภาพ 78 %
ในทางกลับกัน ผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2565 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย พบเด็กอายุ 0-1 ปี ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น จากในปี 2562 23% เป็น 27% ในปี 2565 และเด็กอายุ 2-4 ปี ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น จาก 70.2% เป็น 80.4% และมีผู้ปกครองปล่อยให้เด็กอายุ 0-1 ปี ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวันสูงถึง 43.9%

สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เกี่ยวกับการใช้ไอซีทีของเด็กและเยาวชน ปี 2566 ซึ่งเด็กและเยาวชนใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จาก 86.3% ในปี 2562 เป็น 98.2% ในปี 2566 เป็นสิ่งที่อาจสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสในการ “เล่นอิสระ”ของเด็กลดลง เนื่องจากมีเวลาในการติดหน้าจอมากขึ้น
วัยรุ่นจำนวนมาก วิตกกังวล-ซึมเศร้า :
ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น รพ.รามาธิบดี กล่าวถึงพลังของการเล่น กุญแจสู่พัฒนาการ ทักษะชีวิต และการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ว่า เป้าหมายของการเลี้ยงดูเด็ก จะต้องให้เขามีชีวิตที่อยู่กับสุขและทุกข์ได้ เมื่อมีความสุขก็ไม่หลังกับมันจนเกินไป เมื่อเจอทุกข์ก็ไม่ต้องทุกข์กับมันจนฆ่าตัวตาย
“ตอนนี้ปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ โดยกว่า 90 %ของเคสที่เข้ารับการปรึกษาในคลินิกวัยรุ่นของหมอเอง มาด้วยปัญหาด้านสุขภาพจิต เจอเด็กที่มีภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าเต็มไปหมด”
ดังนั้น 3 เรื่องสำคัญที่เป็นหน้าที่ของคนที่ดูแลเด็ก คือ 1.การสร้าง "ตัวตนที่มั่นคง" (Self Esteem ) 2.ความสัมพันธ์ที่เป็นความรักอย่างไร้เงื่อนไขในชีวิต(Relationship) และ3.การสร้างทักษะสำคัญที่จำเป็นให้ติดตัวเขาไปใช้ เพื่อให้การเติบโตไปเป็นของตัวเขาเอง
โดยท่ามกลางโลกที่ผันผวนนี้ ทักษะสำคัญสำหรับเด็กที่จะเติบโตอยู่กับโลกปัจจุบันแบบที่มีความสุข มีความมั่นคง อยู่กับความท้าทายต่างๆได้ ประกอบด้วย ทักษะการฟื้นคืนหรือความยืดหยุ่นทางใจ (Resilience) ความมุ่งมั่นพยายาม (Grit) และการมีสุขภาพจิตที่ดี(Good mental health) รวมไปถึง การมีทักษะ “4 C” ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญ
ต้องลงทุนในช่วงต้นของชีวิตเด็ก :
การจะให้เกิดทักษะเหล่านี้กับเด็ก จะต้องลงทุนในช่วงเวลาสำคัญของเด็ก คือ ช่วงต้นของชีวิต เนื่องจากสมองของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดถึง 5-6 ขวบเป็นช่วงที่สมองโตมากที่สุด เติบโตถึง 90 % โดยสมองส่วนที่อยากให้เด็กสร้างมากที่สุด คือ สมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการกำกับตัวเอง การคิดยืดหยุ่น และความจำเพื่อใช้งาน โดยการเรียนรู้ตลอดทางของเด็กและวัยรุ่น จึงเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญต่อการสร้างสมองส่วนนี้

แรกเกิดมนุษย์จะมีเซลล์สมองที่น้อย แต่เมื่อ 6 ปีเซลล์ประสาทจะสร้างเต็มที่จนแน่น จนเมื่อ 14 ปี เซลลืประสาทก็เริ่มบางลง เพราะธรรมชาติจะเลือกเซลล์ประสาทที่สำคัญเก็บไว้ เพื่อจะได้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท และเมื่อนำกระแสประสาทจะกระโดดทำงานได้เร็ว
“การเล่น” ช่วยสร้างเซลล์ประสาท
“แต่ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมี “เซลล์ประสาท”ที่หนาแน่น พบว่า เด็กที่ไม่ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น และเด็กที่เติบโตมากับความเป็นพิษมากๆ เช่น ความเครียด วิกฤติต่างๆ การทะเลาะเบาแว้งในครอบครัว หรือความเครียดที่เกิดจากพ่อแม่ตี ทำร้าย ใช้คำพูดแย่ๆ สมองก็จะบางลง”
ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในหนูทดลอง ยืนยันว่า หนูที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์ให้เล่น มีพื้นที่ให้ปีนป่ายและทดลองทำสิ่งต่างๆ จะมีการแตกแขนงของ “เซลล์ประสาท”ที่หนาแน่นกว่าหนูที่ถูกเลี้ยงในกล่องที่จำกัดพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด
“เด็กๆจะสร้างเซลล์ประสาท ขยายสมอง เสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ผ่านการลงมือทำ ได้จับ ได้เล่น ได้ทำด้วยตัวเขาเอง และทำอย่างมีความสุข ซึ่งการเล่นไม่ใช่การพักจากการเรียนรู้ แต่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ การเล่น คือ กระบวนการเรียนรู้ พัฒนาโครงสร้างสมองโดยตรง โดยปราศจากความกดดัน”
เล่น 30 นาที ปรับเปลี่ยนยีนในสมอง :
เพราะฉะนั้น เมื่อใครถามว่าจะเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูกอย่างไร คุณหมอโอ๋ จึงตอบตอบสั้นมาก ว่า เลือกโรงเรียนที่ให้เด็กได้เล่นมากๆ เพราะหน้าที่ของเด็กอนุบาล คือการเล่น ส่วนโรงเรียนที่ “เร่งเรียน” นำเด็กไปเขียน ไปจับปากกาในวัยที่เขายังไม่พร้อม กล้ามเนื้อมือยังพัฒนาไม่เต็มที่ นอกจากจะไม่ช่วยให้เด็กเก่งขึ้นแล้ว ยังอาจทำลายความมั่นใจในตนเองของเด็กอย่างถาวร
เด็กที่ถูกกดดันให้ทำในสิ่งที่ฝืนธรรมชาติจะเริ่มรู้สึกว่าตนเอง "ไม่เอาไหน" หรือ "ทำไม่ได้" ซึ่งเป็นรอยร้าวเล็กๆ ที่จะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อพวกเขาเติบโต กระทบอย่างมากๆต่อการพัฒนาของเด็ก ในเรื่อง “การสร้างความเชื่อมั่นในตนเองว่าเขาทำได้”
ในทางตรงกันข้าม การปล่อยให้เด็กเล่นอิสระ (Free Play) สมองของเด็กจะกระตุ้นการสร้างโปรตีนปุ๋ยสมอง(Brain-Derived Neurotrophic Factor : BDNS) กระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ รวมถึง พื้นที่ควบคุมการคิดระดับสูงถูกปรับแต่งและสร้างเครือข่ายประสาทที่ซับซ้อนขึ้นผ่านการเล่น และการเล่นเพียง 30 นาที ยีนกว่า 1 ใน 3ในสมองส่วนหน้ามีการปรับเปลี่ยนการทำงานไปในเชิงบวก
นอกจากนี้ ยังสร้างทักษะสมอง EF สร้างความคิดยืดหยุ่น และเสริมการยับยั้งชั่งใจ ซึ่งเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสในการพัฒนาสมองส่วนหน้าที่สำคัญที่สุด และการเล่นยังเป็นเกราะป้องกันความเครียดเป็นพิษ เนื่องจากช่วยลดฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล พร้อมทั้งกระตุ้นการหลั่งสารแห่งความสุข เช่น เอนโดฟินและโดปามีน ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองเปิดรับการเรียนรู้ได้ดีที่สุด
ความแตกต่างของรูปแบบการเล่น :
สำหรับรูปแบบการเล่นและวิวัฒนาการทางสมอง
1)การเล่นกับสิ่งของ(Object Play) เรียนรู้ฟิสิกส์ พื้นที่และพัฒนาการแก้ปัญหา
2)การเล่นกลางแจ้ง(Outdoor Play) บูรณาการระบบประสาทสัมผัสและพัฒนาสมรรถภาพทางกาย
3)การเล่นที่ใช้พละกำลัง(Rough-and-Tumble) ประเมินความเสี่ยง พัฒนาความเห็นอกเห็นใจและควบคุมอารมณ์
4)การเล่นบทบาทสมมติ(Sociodramatic Play) ฝึกเจรจาต่อรอง สร้างกฎเกณฑ์และการกำกับตนเอง
ทั้งนี้ รูปแบบการเล่น หากเป็นการเล่นอิสระ(free Play) เด็กเป็นผู้นำ 100 % จะทำให้ค้นพบความสนใจของตนเอง และกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเชิงสำรวจ แต่กาเป็นการเล่นแบบ
ชี้นำ(Guided Play) เด็กเป็นผู้นำ ผู้ใหญ่จัดสภาพแวดล้อม จะนำไปสู่เป้าหมายการรียนรู้ที่วางไว้ และการสอนแบบป้อนข้อมูล(Direct Instruction) แบบที่ผู้ใหญ่เป็นผู้นำ ท่องจำ ทำแบบฝึกหัด ทำให้เกิดการจดจำเนื้อหา แต่จำกัดความคิดสร้างสรรค์และลดทอนความตั้งใจเรียน
ปกป้องเกินไป เด็กขาดความยืดหยุ่นทางใจ :
ผศ.พญ.จิราภรณ์ บอกอีกว่า อุปสรรคอีกประการที่ขวางกั้นพัฒนาการของเด็ก คือ การที่พ่อแม่ในยุค "ลูกน้อย" มักปกป้องลูกมากจนเกินไป หรือการเลี้ยงแบบ "ขังไว้ในฟองสบู่" (Bubble Wrap Parenting) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทุกรูปแบบ
ส่วนการปล่อยให้เด็กเผชิญกับโลกออนไลน์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเด็ก จะขัดขวางการเข้าสู่โหมดค้นหาที่เด็กควรได้เรียนรู้โลกผ่านการลองผิดลองถูกทางกายภาพ
ขณะที่การเล่นที่มีความท้าทายในระดับที่เหมาะสม (Challenge) คือ โรงเรียนฝึกหัดชีวิตที่ยอดเยี่ยม เพราะเด็กจะได้เรียนรู้ว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ซึ่งสิ่งนี้คือรากฐานของความยืดหยุ่นทางใจ
4 ใบสั่งยาจากกุมารแพทย์ :
ท้ายที่สุด ผศ.พญ.จิราภรณ์ ย้ำใน 4 เรื่อง คือ ปกป้องเวลาสำหรับการเล่นอิสระที่ไม่มีโครงสร้างบังคับ ,เลือกใช้แนวทางการเรียนรู้ผ่านการเล่น แทนการเร่งเรียนวิชาการแบบท่องจำในเด็กปฐมวัย,ส่งเสริมการสื่อสารแบบรับ-ส่งอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับความสุขร่วมกัน เพื่อลดระดับความเครียดสะสมในครอบครัว
การปกป้อง สิทธิในการเล่นของเด็ก จึงเท่ากับการปกป้องพัฒนาการทางสมองและอนาคตของชาติ พ่อแม่และสถานศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติจากการเร่งเรียนวิชาการ มาเป็นการสร้างพื้นที่และโอกาสในการเล่นที่หลากหลาย ทั้งการเล่นโดยใช้กำลัง การเล่นสิ่งของ และการเล่นสมมติ เพื่อบ่มเพาะทักษะที่จำเป็น
“เด็กที่เล่นเป็น คือเด็กที่จะเติบโตขึ้นมาพร้อมกับหัวใจที่เข้มแข็ง มีตัวตนที่ชัดเจน และพร้อมจะสนุกไปกับการเรียนรู้ในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง”
ที่มา กรุงเทพธุรกุจ
วันที่ 21 มิถุนายน 2569

