'กรุงเทพฯ' ติดท็อป 10 ครั้งแรก เมืองใช้ชีวิตหรูแพงที่สุดในโลก
'สิงคโปร์-ซูริก' ครองแชมป์เมืองที่คนรวยใช้ชีวิตหรูแพงที่สุดในโลก ขณะที่ 'กรุงเทพฯ' ขึ้นติดอันดับท็อป 10 ครั้งแรก
"กรุงเทพฯ" ขยับขึ้นติด 10 อันดับแรกของโลกเป็นครั้งแรก ในรายงานการจัดอันดับเมืองที่มีต้นทุนการใช้ชีวิตหรูแพงที่สุดในโลกปี 2026 หรือ "Global Wealth and Lifestyle Report 2026" ของธนาคารจูเลียส แบร์ (Julius Baer) ซึ่งจัดอันดับเมืองค่าครองชีพที่แพงที่สุด สำหรับกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals)
โดยกรุงเทพมหานคร ขยับจากอันดับ 11 เมื่อปีก่อนขึ้นมาอยู่อันดับ 10 ในปีนี้ และนับเป็นการติดท็อป 10 ครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำดัชนีเมื่อปี 2020
ส่วน "สิงคโปร์" ยังคงครองอันดับ 1 เมืองที่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ชีวิตระดับลักชัวรีแพงที่สุดในโลก "เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน" ตามมาด้วยนคร "ซูริก" ของสวิตเซอร์แลนด์ที่ขยับขึ้นสู่อันดับ 2 แซงหน้าลอนดอน ขณะที่ "โมนาโก" ติดอันดับ 3 เป็นครั้งแรก ส่วน "ฮ่องกง" และ "ลอนดอน"อยู่ในอันดับ 4 และ 5 ตามลำดับ
10 อันดับเมืองที่ใช้ชีวิตหรูแพงที่สุดในโลก มีดังนี้
1)สิงคโปร์
2)ซูริก (สวิตเซอร์แลนด์)
3)โมนาโก
4)ฮ่องกง
5)ลอนดอน (อังกฤษ)
6)เซี่ยงไฮ้ (จีน)
7)ปารีส (ฝร่งเศส)
8)ซิดนีย์ (ออสเตรเลีย)
9)มิลาน (อิตาลี)
10)กรุงเทพฯ (ไทย)
รายงานนี้เป็นการสำรวจการใช้ชีวิตกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง หรือกลุ่ม HNWIs จำนวน 360 คน ที่มีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนของครัวเรือน มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป (กว่า 33 ล้านบาท) ครอบคลุมยุโรป เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือ และลาตินอเมริกา ระหว่างเดือนก.พ.-มี.ค. 2026 ซึ่งเป็นทั้งช่วงก่อนและคาบเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ดัชนี Lifestyle Index ของธนาคารจูเลียส แบร์ จัดอันดับ 25 เมืองทั่วโลก โดยเปรียบเทียบราคาสินค้าและบริการระดับลักชัวรี 20 หมวด ที่สะท้อนต้นทุนการใช้ชีวิตของผู้มีความมั่งคั่งสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย รถยนต์ ตั๋วโดยสารชั้นธุรกิจ ค่าเล่าเรียน โรงเรียนเอกชน ไฟน์ไดนิ่ง นาฬิกา และเครื่องประดับ พร้อมคำนวณราคาในรูปดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบราคาระหว่างเมืองต่างๆ ได้
เมื่อแยกดูในเชิงรายละเอียดพบว่า "กรุงเทพฯ" มีต้นทุนไลฟ์สไตล์หรูที่แพงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ใน 3 หมวดสินค้าและบริการ ได้แก่ "ชุดสูทของผู้ชาย รองเท้าสตรี และการเรียนระดับ MBA" ส่วนที่แพงรองลงมาในอันดับสองคือ "ราคารถยนต์" ส่วนหมวดที่มีราคาถูกที่สุดในอันดับที่ 20 คือ "บริการสปา"
รายงานปีนี้ระบุว่า ต้นทุนการใช้ชีวิตระดับลักชัวรีของผู้มีความมั่งคั่งทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.2% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เมื่อคิดเป็นดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยสำคัญจาก "ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน" และการพุ่งขึ้นของ "ราคาทองคำ" ส่งผลให้ราคาเครื่องประดับเพิ่มขึ้น 16.4% และราคานาฬิกาเพิ่มขึ้น 15.5% ขณะที่ราคาสินค้าลักชัวรีโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12.3%
คริสเตียน กัตทิเกอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของจูเลียส แบร์ กล่าวว่า โลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงในปี 2026 ทั้งจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของค่าเงิน และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทำให้ "เมืองและประเทศที่มีเสถียรภาพ" ได้รับความสนใจจากผู้มีความมั่งคั่งมากขึ้น โดยเมือง 3 อันดับแรกอย่าง "สิงคโปร์ ซูริก และโมนาโก" ไม่ได้เป็นแค่เมืองที่มีชื่อเสียง แต่ยังเป็นศูนย์กลางที่มีความแข็งแกร่งในเชิงสถาบันและมีสกุลเงินที่ช่วยรักษามูลค่าความมั่งคั่งได้
สำหรับสาเหตุที่สิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 1 มาจาก "ราคาที่อยู่อาศัยและรถยนต์" ซึ่งเป็นสองหมวดที่มีน้ำหนักสูงสุดในการคำนวณดัชนี ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งแกร่ง ขณะที่ซูริกขยับขึ้นถึง 3 อันดับจากปีที่แล้ว เนื่องจากการแข็งค่าของเงินฟรังก์สวิส ซึ่งได้รับแรงหนุนจากบทบาทของสวิตเซอร์แลนด์ในฐานะแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (store of value) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ในทางกลับกัน "ดูไบ" กลับร่วงลงมาอยู่อันดับ 14 จากอันดับ 7 ในปีที่แล้ว แม้ไม่ได้สะท้อนว่าค่าครองชีพลดลง แต่เป็นผลจากการที่เมืองอื่นๆ มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่ามาก
ขณะที่ "ซิดนีย์" เป็นเมืองที่อันดับขยับขึ้นมากที่สุดในปีนี้ โดยขยับขึ้นถึง 6 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 8 จากค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียที่แข็งค่าขึ้น รวมถึงต้นทุนการนำเข้าสินค้าพรีเมียมที่สูงขึ้นเนื่องจากความห่างไกลทางภูมิศาสตร์ของประเทศ
รายงานยังชี้ว่า "ปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ที่ไม่มีเมืองในทวีปอเมริกาติด 10 อันดับแรก" เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ แม้ว่าราคาสินค้าในประเทศจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม ทำให้มหานคร "นิวยอร์ก" ซึ่งเคยอยู่ในอันดับ 8 เมื่อปีที่แล้ว ร่วงสู่อันดับ 11 ในปีนี้ ขณะเดียวกัน ผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้มีความมั่งคั่งสูงยังพบว่า 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามในอเมริกาเหนือระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์ของตนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 7 กรกฏาคม 2569

