กางโมเดล 4 ชาติเอเชีย ปรับแผนอุ้ม ‘ค่าเงินอ่อน’ แบบไม่แตะ ‘คลังสำรอง’
KEY POINTS :
* ธนาคารกลางในเอเชียตลาดเกิดใหม่กำลังหาหนทางพยุงค่าเงินของตน โดยไม่แตะต้องสำรองเงินตราต่างประเทศ
* อินเดีย เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และไต้หวัน ต่างนำมาตรการใหม่ๆ มาใช้ เช่น รับฝากเงินดอลลาร์ดอกเบี้ยสูง กระตุ้นภาคเอกชนนำเงินดอลลาร์กลับประเทศ ดึงดูดเงินทุนไหลเข้าผ่านตลาดพันธบัตร
* นักวิเคราะห์คาดว่าผู้กำหนดนโยบายจะขยายช่องทางดึงเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากค่าเงินในเอเชียอ่อนค่าลง ทั้งๆ ที่ภูมิภาคนี้มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการดุลการค้าที่ได้เปรียบ ตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และยอดการส่งออกที่เติบโต
ท่ามกลางมรสุมความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ทั้งชนวนความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่พุ่งสูงขึ้นเป็นระยะ และแรงกดดันจากธนาคารกลางสหรัฐหรือ “เฟด” ที่มีแนวโน้มตรึงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วภูมิภาคเอเชียตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ ในการปกป้องสกุลเงินของตนไม่ให้ดิ่งลง
บลูมเบิร์กรายงานว่า กำลังได้เห็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญ เมื่อบรรดาผู้กำหนดนโยบายในเอเชียเริ่มตั้งหลักใหม่ ด้วยการลดการพึ่งพากระสุนนโยบายแบบเดิมๆ อย่างการขน "เงินสำรองระหว่างประเทศ" ออกมาแทรกแซงตลาดตรงๆ แล้วหันมาใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อดึงดูดเงินดอลลาร์ให้ไหลเข้าสู่ระบบแทน
✅ กางโมเดล 4 ชาติเอเชีย :
เพื่อรักษาสภาพคล่อง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ธนาคารกลางในหลายประเทศได้เข็นมาตรการดึงดูดเงินตราต่างประเทศออกมาใช้แตกต่างออกไปจากในอดีต
“อินเดีย” ใช้วิธีระดมทุนจากกลุ่มแรงงาน และคนเชื้อสายอินเดียในต่างแดน ผ่านการเปิดรับฝากเงินดอลลาร์ที่เสนอผลตอบแทนดอกเบี้ยสูง ซึ่งสามารถดึงเงินไหลเข้าได้เกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์ ช่วยให้เงินรูปีฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนพ.ค.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เกาหลีใต้” ผลักดัน และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนนำรายได้ในรูปเงินดอลลาร์กลับเข้าประเทศ ส่งผลให้ “เงินวอน” ทำสถิติแข็งค่าขึ้นต่อเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022
“อินโดนีเซีย” อัดมาตรการ และสิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติ จนสามารถดึงเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรได้สูงถึง 1,600 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
“ไต้หวัน” ส่งสัญญาณขอความร่วมมือให้บรรดาผู้ส่งออกทยอยเทขายเงินดอลลาร์ออกมาในจังหวะที่ค่าเงินท้องถิ่นเริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัว
✅ ทำไมวิธีเดิมๆ ถึงไม่เพียงพออีกต่อไป?
ที่ผ่านมา เครื่องมือหลักในการรับมือวิกฤติค่าเงินคือ "การขึ้นอัตราดอกเบี้ย" และ "การแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน" ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นปราการด่านแรกหลังจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น
เหตุการณ์ดังกล่าวกระทบจุดอ่อนสำคัญของเอเชียตลาดเกิดใหม่ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ส่งผลให้สกุลเงินในภูมิภาคนี้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในโลก
แม้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มคลี่คลายลงจากสัญญาณความตกลงระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แต่ค่าเงินของหลายประเทศ เช่น รูเปียห์อินโดนีเซีย, รูปีอินเดีย และบาทไทย ก็ยังร่วงลงมาติด 1 ใน 5 อันดับสกุลเงินที่แย่ที่สุดในปีนี้ จากการติดตาม 22 สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ของ Bloomberg
ในทางกลับกัน สกุลเงินใน ลาตินอเมริกา อย่างเปโซโคลอมเบีย, เรียลบราซิล และเปโซเม็กซิโก กลับแข็งค่าขึ้นมาอยู่อันดับท็อป เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า และหลายประเทศเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน จึงมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤติพลังงานมากกว่า
✅ ความไม่สมดุลไม่ได้อยู่ที่การค้า แต่เป็น "เงินทุน"
เคลาดิโอ ปิรอน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยเอเชียจาก BofA Global Research ให้ความเห็นว่า "หัวใจสำคัญในตอนนี้คือ การรักษาเงินสำรองระหว่างประเทศไว้ให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางความผันผวนเชิงโครงสร้างที่สูงขึ้น ธนาคารกลางกำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างการสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินกับการดูแลสภาพคล่องในประเทศ ซึ่งการดึงดูดเงินทุนไหลเข้าคือ กลยุทธ์ตอบโจทย์นี้"
ด้านนักวิเคราะห์จากหลายสถาบัน เช่น Alpine Macro, State Street และ M&G Investments ต่างประหลาดใจกับระดับการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชีย เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเอเชียยังคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการเกินดุลการค้า ยอดส่งออกที่สดใส และตลาดหุ้นที่เติบโต
โลว กวน อี้ จาก M&G Investments สรุปประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
"ระดับการอ่อนค่าที่สวนทางกับปัจจัยพื้นฐาน สะท้อนว่าความไม่สมดุลไม่ได้อยู่ที่เรื่องการค้า แต่น่าจะมาจากโครงสร้างของ 'เงินทุนไหลเข้า-ออก' ดังนั้น ลำพังแค่การแทรกแซงค่าเงินแบบเดิมจึงไม่เพียงพอ และเราจะเห็นผู้กำหนดนโยบายขยายช่องทางดึงเงินทุนไหลเข้าในรูปแบบใหม่ๆ ต่อไป"
✅ ยังไม่ทิ้งวิธีเดิม แต่ต้อง ‘เก็บกระสุน’ ไว้รับศึกใหญ่
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางในเอเชียไม่ได้ละทิ้งมาตรการตั้งรับแบบดั้งเดิมไปเสียทีเดียว
ที่ผ่านมา อินโดนีเซีย ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยรวม 1.00% ขณะที่ ฟิลิปปินส์ ขึ้นดอกเบี้ย 0.50% และเกาหลีใต้ ก็เริ่มขยับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี
ทาง MUFG Bank คาดการณ์ว่าปีนี้เราจะเห็นการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีกจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้
นอกจากนี้ อินโดนีเซีย, อินเดีย, ฟิลิปปินส์ และไทย ต่างเผชิญการลดลงของเงินสำรองระหว่างประเทศราว 4% ถึง 9% ตั้งแต่สงครามอิหร่านเปิดฉากขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติการดึงเงินสำรองมาใช้ที่สูงที่สุดในภูมิภาค
ไมเคิล วาน นักวิเคราะห์จาก MUFG Bank มองว่า "ธนาคารกลางเอเชียกำลังพยายาม 'เก็บกระสุน' เอาไว้ เพราะยังมีความไม่แน่นอนก้อนใหญ่อยู่ข้างหน้า ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน, ปรากฏการณ์เอลนีโญ, ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และทิศทางเงินดอลลาร์ ดังนั้น การงัดกลยุทธ์มาดึงเงินดอลลาร์เข้าประเทศ จึงเป็นเพียงปีกหนึ่งของแผนรับมือทั้งหมดเท่านั้น"
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 10 สิงหาคม 2569

