วิจัยคาด ขีดจำกัดมนุษย์ อาจไปได้ไม่เกิน 194 ปี
✅ KEY POINTS
* งานวิจัยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์คาดการณ์ว่า หากกำจัดปัจจัยความเสื่อมที่ย้อนกลับได้เกือบทั้งหมด มนุษย์อาจมีอายุขัยได้ถึง 146-194 ปี
* ขีดจำกัดทางชีววิทยาที่สำคัญเกิดจากการสะสมความเสียหายของดีเอ็นเอ (การกลายพันธุ์ของเซลล์) ซึ่งส่งผลกระทบต่ออวัยวะที่ซ่อมแซมตัวเองได้ยากอย่างสมองและหัวใจ
* ตัวเลข 194 ปี เป็นการคำนวณทางทฤษฎีภายใต้เงื่อนไขสมมติ ไม่ได้หมายความว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีทำให้มนุษย์มีอายุยืนถึงขนาดนั้นได้จริง
เมื่อกระแส Longevity หรือแนวคิดเรื่องการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับสุขภาพที่ดีได้รับความสนใจมากขึ้น การออกกำลังกาย อาหารเสริม การตรวจวัดอายุทางชีวภาพ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่พยายามชะลอหรือย้อนกระบวนการแก่ชรา ต่างเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น พร้อมกับคำถามสำคัญว่า
ถ้าวันหนึ่งมนุษย์สามารถจัดการกับโรคและความเสื่อมของร่างกายได้เกือบทั้งหมด เราจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน?
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร npj Aging พยายามหาคำตอบผ่านแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ โดยประเมินว่า ถ้าสามารถกำจัดปัจจัยความเสื่อมที่ย้อนกลับได้เกือบทั้งหมด และเหลือเพียงความเสียหายจากการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มนุษย์อาจมีอายุขัยอยู่ที่ประมาณ 146 - 194 ปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีทำให้มนุษย์มีชีวิตถึง 194 ปีแล้ว แต่เป็นการคำนวณภายใต้เงื่อนไขสมมติ เพื่อสำรวจว่า แม้วันหนึ่งเราจะสามารถจัดการกับกลไกความแก่ชราหลายอย่างได้สำเร็จ ร่างกายก็อาจยังมี “เพดาน” ทางชีววิทยาที่จำกัดอายุขัยของมนุษย์อยู่
กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจงานวิจัยนี้ว่า อะไรอาจเป็นขีดจำกัดของอายุขัยมนุษย์ ทำไมความเสียหายที่สะสมในดีเอ็นเอจึงอาจทำให้เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป และในวันที่วิทยาศาสตร์ยังหยุดความแก่ชราไม่ได้ เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อเพิ่มจำนวนปีที่มีสุขภาพดีให้ยาวนานที่สุด
✅ DNA อาจเป็นหนึ่งในกำแพงที่ขวางมนุษย์จากชีวิตอมตะ
หัวใจสำคัญของงานวิจัยอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า การกลายพันธุ์ของเซลล์ร่างกาย (Somatic Mutations) ซึ่งแตกต่างจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ได้รับมาจากพ่อแม่
เพราะการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่เราเกิดและสะสมเพิ่มขึ้นตลอดชีวิต
ทุกครั้งที่เซลล์ในร่างกายสร้างเซลล์ใหม่ จะต้องมีการคัดลอกดีเอ็นเอ ซึ่งระหว่างกระบวนการนี้อาจเกิด “ข้อผิดพลาด” เล็ก ๆ ขึ้นได้ตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่ไม่ส่งผลต่อร่างกาย
แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ข้อผิดพลาดเหล่านี้จะค่อย ๆ สะสม และบางส่วนอาจรบกวนการทำงานของเซลล์ หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น มะเร็งได้
นักวิจัยจาก Skolkovo Institute of Science and Technology (Skoltech) มหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในรัสเซีย ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ได้สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาดูผลกระทบของการกลายพันธุ์เหล่านี้ โดยตั้งสถานการณ์สมมติว่า ถ้ากลไกความแก่ชราที่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดหายไป เหลือเพียงความเสียหายจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ ร่างกายมนุษย์จะสามารถอยู่ต่อไปได้นานแค่ไหน
✅ หัวใจและสมอง อาจกลายเป็นจุดอ่อนของการมีอายุยืน
เนื้อเยื่อบางชนิดสามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์ที่เสียหายได้ดี เช่น ตับ ซึ่งแบบจำลองพบว่าสามารถรักษาการทำงานไว้ได้นาน เนื่องจากมีความสามารถในการสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนส่วนที่เสียหาย
แต่ สมองและหัวใจ กลับแตกต่างออกไป เพราะเซลล์ประสาทในสมองและเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจำนวนมากแบ่งตัวน้อยมากหรือแทบไม่แบ่งตัวเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เมื่อความเสียหายและการกลายพันธุ์สะสมมากขึ้นตามอายุ เซลล์เหล่านี้จึงค่อย ๆ สูญเสียการทำงาน และไม่สามารถสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนได้ง่ายเหมือนอวัยวะบางชนิด
ด้วยเหตุนี้ แม้ในอนาคตมนุษย์จะสามารถควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความแก่ชราได้หลายอย่าง หัวใจและสมองก็อาจยังเป็นข้อจำกัดสำคัญที่กำหนดว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน
✅ 146 - 194 ปี ไม่ใช่อายุสูงสุดของมนุษย์ทุกคน
เมื่อรวมการทำงานของระบบอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แบบจำลองประเมินว่า มนุษย์อาจมีอายุขัยค่ากลางอยู่ที่ประมาณ 156 ปี โดยช่วงอายุขัยที่คาดการณ์อยู่ระหว่าง 146 - 194 ปี
อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณากรณีของผู้ที่มีอายุยืนเป็นพิเศษ ตัวเลขอาจสูงกว่านั้นมาก โดยแบบจำลองประเมินอายุขัยสูงสุดไว้ที่ประมาณ 210 - 557 ปี ซึ่งมากกว่าสถิติอายุยืนที่สุดของมนุษย์ที่ได้รับการยืนยันในปัจจุบันที่ 122 ปี อย่างมาก
ดังนั้น ตัวเลข 194 ปี จึงไม่ได้หมายถึง “อายุสูงสุดของมนุษย์” แต่เป็นขอบเขตบนของช่วงอายุขัยค่ากลางที่ได้มาจากแบบจำลอง ส่วนตัวเลขหลายร้อยปีเป็นการคาดการณ์ถึงกรณีที่อาจมีอายุยืนเป็นพิเศษภายใต้เงื่อนไขสมมติ
สิ่งสำคัญของงานวิจัยนี้จึงไม่ใช่ว่ามนุษย์จะมีชีวิตได้ถึง 194 หรือ 557 ปี แต่คือการชี้ให้เห็นว่า แม้จะสามารถจัดการกับปัจจัยที่ทำให้แก่ชราได้หลายอย่าง ความเสียหายที่สะสมในเซลล์ตามธรรมชาติก็อาจยังเป็นหนึ่งในข้อจำกัดที่กำหนดอายุขัยของมนุษย์
✅ ความแก่ชราไม่ได้มี “สวิตช์” เพียงตัวเดียว
อีกประเด็นสำคัญจากงานวิจัยนี้คือ ความแก่ชราไม่ได้เกิดจากกลไกใดกลไกหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในร่างกายที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อกันเมื่ออายุมากขึ้น
ตั้งแต่ความเสียหายของดีเอ็นเอ การทำงานผิดปกติของไมโทคอนเดรีย (Mitochondrial Dysfunction) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตพลังงานให้เซลล์ ไปจนถึงการอักเสบเรื้อรังและการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ ภายในเซลล์
โจเอา เปโดร เด มากัลเฮส (Joao Pedro de Magalhaes)
ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาโมเลกุลของความชรา จาก University of Birmingham มองว่า แม้แบบจำลองนี้จะน่าสนใจ แต่ยังต้องอาศัยสมมติฐานหลายประการ และการประเมินขีดจำกัดอายุขัยของมนุษย์จากการกลายพันธุ์ของเซลล์เพียงปัจจัยเดียว ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก
ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงไม่ได้พิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถมีชีวิตได้ถึง 194 ปี แต่ช่วยให้เห็นว่า การยืดอายุขัยอาจซับซ้อนกว่าการจัดการกับกลไกความแก่ชราเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะความแก่ชราเกิดจากหลายกระบวนการที่ทำงานเชื่อมโยงกัน และยังมีอีกหลายปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์ต้องทำความเข้าใจต่อไป
✅ อายุยืนอาจไม่สำคัญเท่ากับ “สุขภาพดี”
ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันว่าเพดานอายุขัยของมนุษย์อยู่ตรงไหน อีกแนวคิดที่ได้รับความสำคัญมากขึ้นในวงการ Longevity คือ ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Health Span)
หาก อายุขัย (Life Span) หมายถึงจำนวนปีทั้งหมดที่เรามีชีวิตอยู่ ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีหมายถึงจำนวนปีที่เรายังมีสุขภาพกายและสมองที่ดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระ และปราศจากโรคหรือความพิการที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต
เพราะการมีชีวิตถึง 100 ปีอาจไม่ใช่เป้าหมายที่ทุกคนต้องการ ถ้าช่วงหลายสิบปีสุดท้ายต้องอยู่กับโรคเรื้อรัง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของศาสตร์ Longevity ในปัจจุบันจึงไม่ได้มีเพียงการ “เพิ่มจำนวนปี” แต่รวมถึงการทำให้ปีเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและสมองยังทำงานได้ดีด้วย
✅ อยากมีชีวิตที่ดีอย่างยืนยาว ให้เริ่มจากพื้นฐานที่ทำได้ทุกวัน
แม้โลกของ Longevity จะเต็มไปด้วยอาหารเสริม เปปไทด์ (Peptides) เทคโนโลยีตรวจสุขภาพ และแนวทางไบโอแฮ็กกิง (Biohacking) แต่สิ่งที่มีหลักฐานรองรับชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน กลับเป็นพื้นฐานการดูแลสุขภาพที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับที่มีคุณภาพ และการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
โดยเฉพาะ การออกกำลังกาย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน มะเร็งหลายชนิด และภาวะการทำงานของสมองถดถอย ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความสามารถในการเคลื่อนไหว และการใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระเมื่ออายุมากขึ้น
อีกหนึ่งตัวชี้วัดที่ได้รับความสนใจ คือ VO2 Max หรือความสามารถสูงสุดของร่างกายในการนำออกซิเจนไปใช้ระหว่างการออกกำลังกาย ยิ่งมีสมรรถภาพของหัวใจและปอดที่ดี ก็ยิ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเรื้อรังและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่ลดลง
นอกจากนี้ การไม่สูบบุหรี่ การควบคุมความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL รวมถึงการมีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เรามีสุขภาพดีได้นานขึ้น
งานวิจัยนี้จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่า วันหนึ่งมนุษย์จะมีชีวิตถึง 150 ปี 200 ปี หรือมากกว่านั้น ได้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนขึ้นคือ ความแก่ชราเป็นกระบวนการซับซ้อนที่เกิดจากหลายกลไกในร่างกายทำงานเชื่อมโยงกัน จึงอาจไม่มีเทคโนโลยี อาหารเสริม หรือวิธีใดเพียงอย่างเดียวที่จะสามารถหยุดความแก่ชราได้ทั้งหมด
ระหว่างที่วิทยาศาสตร์ยังพยายามค้นหาว่า เราจะยืดขีดจำกัดของชีวิตออกไปได้ไกลแค่ไหน เป้าหมายที่จับต้องได้มากกว่าในวันนี้ อาจไม่ใช่การมีชีวิตให้นานที่สุด แต่เป็นการทำให้ช่วงเวลาที่เรายังแข็งแรง เคลื่อนไหวได้ดี และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 26 สิงหาคม 2569

