จับตาเศรษฐกิจเวียดนาม "ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด"
นักวิเคราะห์ชี้ เศรษฐกิจเวียดนามยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ยอดการส่งออก-นำเข้า ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากดีมานด์จากต่างประเทศที่อ่อนแอลง
หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เวียดนามนิวส์ รายงานการคาดหมายของนักวิเคราะห์ ระบุว่า เศรษฐกิจเวียดนาม ยังไม่ตกต่ำถึงขีดสุด แม้ว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นมากมายเพื่อผลักดันความเชื่อมั่นทางธุรกิจก็ตาม
สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า ยอดการส่งออกของเวียดนาม ในเดือนพ.ค.2566 ปรับตัวลดลง 5.86% เมื่อเทียบรายปี แม้จะหดตัวน้อยกว่าระดับ 17.2% ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบเป็นรายปีก็ตาม แต่นั่นก็เป็นการส่งออกของเวียดนามที่หดตัวเป็นเดือนที่ 4 แล้วในปีนี้ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่เศรษฐกิจเวียดนามจะชะลอตัวลง ในขณะที่เวียดนามกำลังต่อสู้กับวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่น
ทั้งนี้ ยอดส่งออกของเวียดนามที่หดตัวลงเกือบ 5.9% ในเดือนพ.ค.นั้น เกิดขึ้นขณะที่ยอดนำเข้าก็หดตัวลง 18.4% ในเดือนเดียวกัน
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การค้าโลกที่อยู่ในขาลงกำลังส่งผลกระทบต่อประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกทั่วภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม สิงคโปร์ หรือไต้หวัน ท่ามกลางภาวะอุปสงค์โลกเริ่มอ่อนกำลังลงและกำไรน้อยกว่าที่คาดการณ์จากการที่จีนกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง
เวียดนามมองว่า เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 6.5% ในปีนี้ถือเป็นเรื่องท้าทาย โดยนายเจิ่นก๊วก เฝื่อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการวางแผนและการลงทุนเวียดนามระบุว่า เศรษฐกิจเวียดนามจะยังคงเผชิญแรงกดดันทางการค้าต่อไปตลอดทั้งปีนี้
นายเฝื่องเปิดเผยว่า ภาคการแปรรูปและการผลิตในไตรมาส 1/2566 ของเวียดนามลดลงอย่างหนัก เนื่องจากหุ้นส่วนการค้า เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่นกำลังต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและอุปสงค์ที่ลดน้อยลง
ด้านนักวิเคราะห์จากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ระบุสาเหตุว่า การส่งออกของเวียดนามซบเซาลงนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2565 โดยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา เนื่องจากดีมานด์จากต่างประเทศที่อ่อนแอลง ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
HSBC ระบุในรายงานว่า "ไม่มีสัญญาณชัดเจนที่บ่งชี้ว่าเวียดนามถึงจุดต่ำสุดแล้ว ท่ามกลางอุปสรรคขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น" นอกจากนี้ ยังเสริมว่า "แน่นอนว่า ข้อมูลเศรษฐกิจภายนอกประเทศที่ซบเซา ยังคงเป็นความเสี่ยงด้านลบที่ใหญ่ที่สุดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม"
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ยอดเกินดุลการค้าของเวียดนามกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ลดลง 22% สู่ระดับ 31,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 เดือนแรกเมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่ร่วงลงอย่างหนัก ได้แก่
* เฟอร์นิเจอร์
* อาหารทะเล
* เสื้อผ้า
* รองเท้า
* และสมาร์ตโฟน
*
ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นตัวสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดให้กับเวียดนาม
ขณะเดียวกัน การนำเข้าของเวียดนามทรุดลง 18.4% ในเดือนพ.ค. ตอกย้ำแนวโน้มขาลงตลอดช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา และเนื่องจากการนำเข้าหดตัวลงเร็วกว่าการส่งออกเป็นอย่างมาก ทำให้ยอดเกินดุลการค้าของเวียดนามในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 2,240 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนในปีที่แล้วเป็นเท่าตัว
ด้านกิจกรรมการผลิตเดือนพ.ค.ของเวียดนามนั้น ลดลงรุนแรงกว่าในเดือนเม.ย. ข้อมูลจาก S&P Global Market Intelligence เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (31 พ.ค.) ชี้ว่า สาเหตุเนื่องจากยอดคำสั่งซื้อใหม่ลดลงเพิ่มเติม ซึ่งบั่นทอนแนวโน้มเศรษฐกิจของเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
รายงานระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของเวียดนามลดลงสู่ระดับ 45.3 ในเดือนพ.ค.จากระดับ 46.7 ในเดือนเม.ย. ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคการผลิตหดตัว โดยตัวเลขเดือนพ.ค.นับเป็นการปรับลดลงติดต่อกันเดือนที่ 3 และลดลงเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2564
ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลข PMI ภาคการผลิตเดือนพ.ค.ลดลงคือ ยอดคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลงอย่างหนัก โดยมีรายงานว่า บริษัทต่าง ๆ นั้นเผชิญความยากลำบากในการหายอดคำสั่งส่งออกใหม่ เนื่องจากธุรกิจจากตลาดต่างประเทศหดตัวลงติดต่อกัน 3 เดือนแล้ว
รายงานยังระบุด้วยว่า ต้นทุนการผลิตของเวียดนามลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี อันเป็นผลจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อยและอุปสงค์ที่ลดลง
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 3 มิถุนายน 2566

