กระทรวงอุตฯ เผยภาคผลิต ก.ย.โตต่อ รับเศรษฐกิจฟื้น เปิด 5 อุตฯออเดอร์เพียบปลายปี
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ 97.90 ขยายตัว 3.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศและการส่งออก สะท้อนได้จากการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน รวมถึงการผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี อาทิ เบียร์ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ
ประกอบกับสถานการณ์เงินเฟ้อมีทิศทางชะลอตัวลงต่อเนื่อง จากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) หมวดสินค้าอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน ที่ขยายตัว 7.9% ปรับลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่ขยายตัว 8.7% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดของปี 2565 นอกจากนี้ มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ) เดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ 19,710.60 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 7.92% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีมาตรการป้องกัน ช่วยเหลือ ฟื้นฟู สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งได้กำชับและมอบหมายให้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่ มอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่เดือดร้อนและได้รับผลกระทบในพื้นที่ประสบภัยเป็นการเร่งด่วนอีกด้วย

นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2565 ขยายตัว 3.36% และไตรมาส 3 ปี 2565 ขยายตัว 8.06% ส่งผลให้ 9 เดือนแรก ปี 2565 ขยายตัว 2.83% โดยอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกในเดือนกันยายน 2565 ได้แก่ ยานยนต์ จากรถบรรทุกปิกอัพ รถยนต์นั่งขนาดกลาง และรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นและสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง น้ำมันปิโตรเลียม ขยายตัวจากการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังเปิดประเทศเต็มรูปแบบ และชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวตามการเติบโตของตลาดโลก
ทั้งนี้ จากการใช้เครื่องมือระบบเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย (The Early Warning System Industry Economics : EWS-IE) พบว่า คาดการณ์ดัชนี MPI เดือนตุลาคม 2565 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และทั้งปี 2565 คาดการณ์ขยายตัวอยู่ที่ 1.5-2.5% มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ นอกจากนี้สถานการณ์การส่งออกจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอาเซียน และตะวันออกกลาง เช่น ประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังและติดตาม ได้แก่ ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าลง ตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) วิกฤตพลังงาน จากความผันผวนของราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยเพิ่มขึ้น และทิศทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในหลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมถึงการเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ สหรัฐ สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมภาคการผลิตในภาพรวมไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากสถานการณ์น้ำท่วม เนื่องจากผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือและมีมาตรการป้องกันจากประสบการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปี 2554 ขณะเดียวกัน สศอ.ได้มอบสิ่งของอุปโภค บริโภค และของใช้ที่จำเป็น เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงร่วมปล่อยขบวนคาราวานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้โครงการ “อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย” ของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังได้จัดทำข้อเสนอแนะแนวทางมาตรการป้องกัน เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตในเดือนกันยายน 2565 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่
ยานยนต์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 25.98% จากรถบรรทุกปิกอัพ รถยนต์นั่งขนาดกลาง และรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก หลังจากมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น และสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง
น้ำมันปิโตรเลียม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 21.68% จากน้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันเบนซิน 95 จากการเดินทางในประเทศของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.59% จากแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และ IC ตามการขยายตัวของตลาดโลก
จักรยานยนต์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 72.69% ตามการขยายตัวของตลาดในประเทศและการส่งออก หลังจากปีที่แล้วฐานต่ำ จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในโรงงานผลิตชิ้นส่วน ทำให้ผู้ผลิตขาดชิ้นส่วนเพื่อทำการผลิต
น้ำมันปาล์ม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 34.41% จากน้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ จากผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก
ที่มา มติชน
วันที่ 31 ตุลาคม 2565

