"เน็ตดาวเทียม" ลุ้นแจ้งเกิด-บริการในไทย
อินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีมากว่า 20 ปีแล้ว แต่เป็นการใช้ ดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า ซึ่งแค่ 3 ดวงก็สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก แต่เพราะความห่างไกลของดาวเทียมทำให้ความหน่วงในการรับ-ส่งข้อมูล หรือความเร็วในการตอบสนองการรับ-ส่งข้อมูล (Latency) สูงมาก การใช้งานจึงไม่สะดวก คนทั่วไปเข้าถึงยาก เนื่องจากเน้นใช้งานแบบพาณิชย์ ค่าบริการสูง และติดตั้งยุ่งยาก
แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมผ่านมา “ญี่ปุ่น” ได้ฤกษ์เปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ในเขตคันโต นีงาตะตอนเหนือ โทโฮคุ และฮอกไกโดตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในเอเชีย ผ่าน Starlink หนึ่งในหน่วยงานของ SpaceX ซึ่งเป็นบริษัทของ อีลอน มัสก์ นักธุรกิจผู้สร้างนวัตกรรมระดับโลก ที่พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและจรวดที่ยิงขึ้นไปแล้ว สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง
โดย อีลอน มัสก์ ก่อตั้ง Starlink มาก็เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตจากดาวเทียมให้กับประชาชนทั่วไปผ่าน ดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งมีระดับต่ำกว่าดาวเทียมทั่วไปที่ถึง 60 เท่า ซึ่งนั่นทำให้ Starlink แก้จุดอ่อนด้านความหน่วงในการรับ-ส่งข้อมูลให้ต่ำได้จนเหลือเพียง 20-40 มิลลิวินาที (Ms) หรือ 1/1,000 วินาที เทียบเท่ากับอินเตอร์เน็ตบ้าน แถมยังให้สปีดดาวน์โหลดของอินเตอร์เน็ตที่รวดเร็วที่ 50-150 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างมาก
ในค่าธรรมเนียมการใช้งานที่ 12,300 เยน/เดือน (3,217 บาท) ส่วนแพคเกจครัวเรือนอยู่ที่ 73,000 เยน (19,100 บาท) โดยผู้ใช้ต้องมี Starlink Kit ที่มีเสาจานรับและเราเตอร์ไวไฟ
และในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Starlink ได้รับใบอนุญาตทำธุรกิจด้านการสื่อสารจากสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมฟิลิปปินส์แล้ว พร้อมคาดการณ์ว่าจะเปิดบริการได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้
ทำให้ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จะได้ใช้บริการของ Starlink
และจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และน่าจะช่วยให้การโทรคมนาคมของประเทศที่เต็มไปด้วยเกาะน้อยใหญ่เชื่อมต่อกันได้ดียิ่งขึ้น
แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ชุดใหม่ ที่นำโดยประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ด้วยว่าจะผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการโทรคมนาคมให้สอดรับกับการมาถึงของ Starlink ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะฟิลิปปินส์เป็นประเทศโครงสร้างพื้นฐานด้านการโทรคมนาคมค่อนข้างล้าหลัง
โดยความเร็วอินเตอร์เน็ตสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ (โมบายอินเตอร์เน็ต) อยู่อันดับที่ 95 ของโลก ขณะที่ความเร็วของสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบบรอดแบนด์อยู่ที่อันดับ 59 ของโลก และต้องใช้เวลามากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในการดาวน์โหลดจนอาจกล่าวได้ว่าอินเตอร์เน็ตของฟิลิปปินส์ล้าหลังที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน
สำหรับ จุดเด่นของบริการอินเตอร์เน็ตดาวเทียมของ Starlink คือการให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม 12,000 ดวงทั่วโลก และ Starlink เตรียมใช้ดาวเทียมถึง 10,000 ดวง หรือ 2 เท่าของจำนวนดาวเทียมทั่วโลกในเวลานี้ เพื่อให้บริการเต็มรูปแบบ จากที่ Starlink ได้ขออนุญาตสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เพื่อปล่อยดาวเทียมเป็นจำนวนมากถึง 42,000 ดวง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นทุกจุดบนโลกใบนี้ก็จะเชื่อมโยงเข้าหากันได้หมดทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Project Kuiper ของ แอมะซอน ที่ต้องการสร้างเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) จำนวน 3,236 ดวง เพื่อให้สัญญาณอินเตอร์เน็ตกับผู้คนในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างพิกัด 56 องศาเหนือถึง 56 องศาใต้ หรือระหว่างสกอตแลนด์และบริเวณอเมริกาใต้ ซึ่งคาดว่าครอบคลุมพื้นที่การใช้งานของประชากรกว่า 95% แต่โครงการดังกล่าวยังเงียบ
เพราะเป็นไปได้ว่าโครงการอินเตอร์เน็ตดาวเทียมความเร็วสูงนั้นจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลทำให้ต้องเบรกไป ลำพังโครงการ Starlink ก็ใช้เงินลงทุนไปกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่ทาง อีลอน มัสก์ คาดว่า จะสามารถทำเงินได้ถึงปีละ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
ด้วยปัจจุบันประชากรโลกมีกว่า 7.6 พันล้านคน แต่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ 4.54 พันล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะบางพื้นที่ของโลก สัญญาณอินเตอร์เน็ตยังไม่ถึง ดังนั้น Starlink จะช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร้ข้อจำกัด
ล่าสุด Starlink ก็ได้เคาะราคาค่าบริการแล้วที่ 99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,000 บาท แต่จะมีค่าอุปกรณ์เพิ่มเติมอีก 499 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 15,000 บาท โดยปัจจุบันในอเมริกามีผู้ลงทะเบียนให้ความสนใจที่จะใช้บริการแล้วกว่า 700,000 รายเลยทีเดียว
ซึ่ง Apple ก็ไม่รอช้าที่จะเปิดตัวฟีเจอร์ SOS ฉุกเฉินผ่านดาวเทียมในไอโฟน 14 ซึ่งเป็นฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยใหม่ที่จะช่วยเหลือผู้ใช้หากอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล อับสัญญาณ หรือพื้นที่ที่สัญญาณโทรศัพท์ เซลลูลาร์และไวไฟเข้าไม่ถึง
โดยฟีเจอร์ SOS ฉุกเฉินผ่านดาวเทียมอาศัยส่วนประกอบฮาร์ดแวร์บางอย่างในเครื่อง เพื่อใช้เชื่อมต่อกับดาวเทียมที่อยู่นอกโลกได้โดยตรง โดยระหว่างใช้งานอาจมีข้อจำกัดบางอย่าง อาทิ ดาวเทียมเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และมีปริมาณการรับ-ส่งข้อมูล (แบนด์วิธ) ต่ำ อาจใช้เวลาหลายนาทีในการส่งข้อความ, ต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น กลางทุ่งกว้าง หรือบนยอดเขาที่ไม่มีอะไรบดบัง เพื่อให้สามารถหาสัญญาณดาวเทียมได้ง่าย และไม่สามารถใช้งานการโทรได้ แต่เป็นการส่งสัญญาณ หรือข้อความสั้นๆ ในรูปแบบการโต้ตอบเพื่อขอความช่วยเหลือ เช่น เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถชน เจ็บป่วย หลงทาง เป็นต้น
หลังจากนั้นการขอความช่วยเหลือจะถูกส่งไปยังศูนย์บริการที่มีผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผ่านการฝึกอบรมจาก Apple และแจ้งไปยังหน่วยให้ความช่วยเหลือที่สามารถเข้าถึงได้
ซึ่งตอนนี้ฟีเจอร์ SOS ฉุกเฉินผ่านดาวเทียมมีให้บริการในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเท่านั้น โดยเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน และให้บริการฟรีเป็นเวลา 2 ปี
สำหรับ ประเทศไทย เอง นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สายงานกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า การให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมต่างชาติในประเทศไทยต้องได้รับการอนุญาตจาก กสทช.ก่อนเริ่มให้บริการ โดยกรณีนี้ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม และการอนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติเพื่อให้บริการในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ยื่นขอรับอนุญาตเพื่อให้บริการดังกล่าวในประเทศไทย มีเพียงการขอข้อมูล และปรึกษาการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมต่างชาติเท่านั้น
“สำหรับประเทศไทยมองเกิดขึ้นได้ยาก แต่หากเกิดขึ้นได้จริงเชื่อว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) จะไม่ขัดขวาง แม้จะเป็นคู่แข่งกลายๆ เพราะเป็นการบริการที่ส่งเสริมกันระหว่างโครงข่ายผ่านดาวเทียมและโครงข่ายภาคพื้นดิน ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร้ข้อจำกัด” นายสุทธิศักดิ์กล่าว
มาลุ้นกันว่าบริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมนี้ จะมีการนำเสนอและได้รับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงอะไรหรือไม่
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2565

