ชี้ทิศทางประเทศไทย #Thailand #ThisIsOurFuture เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย ความหวังที่ยังเป็นไปได้?
เชื่อว่าหลายคนเคยถามตัวเองว่าทำไม ประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งกำลังจะได้เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่กลับไม่สามารถดิ้นออกจากสถานะประเทศกำลังพัฒนาได้ แถมยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาหลายสิบปี และเกิดอะไรขึ้นกับตัวขับเคลื่อนเหล่านั้น ที่ครั้งนึงเคยเกือบพาไทยไประดับโลก
อย่างแรกเลยคือเรื่องการวางประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ซึ่งได้ประโยชน์มากช่วงสมัยก่อนเนื่องจากแรงงานไทยมีคุณภาพ และค่าแรงถูก มีความสำคัญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้ แต่ตอนนี้เรามีคู่แข่งที่แซงเราไปแล้วอย่างเวียดนาม ที่ค่าแรงถูก แรงงานที่กำลังพัฒนาขึ้นมา และมีความร่วมมือ FTA ที่มากกว่าไทย ทำให้เขาจะกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ
หรืออินโดนีเซียที่มีทรัพยากรมากมาย แต่ออกมาตรการห้ามส่งออกแร่ดิบ เช่น Nickel กับ Bauxite เพื่อดึงนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในโรงงานแปรรูปก่อน ถึงจะส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น (Value-added product) ได้ นักลงทุนหลายเจ้าจึงหันหลังให้ประเทศไทย เหลือไว้แค่โรงงานและฐานการผลิตในอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้ก้าวไปสู่ยุคถัดไปเท่าไหร่นัก
นอกจากนี้แล้ว ปัญหาการเมือง รัฐประหาร การประท้วงที่ยืดเยื้อของกลุ่มต่างๆ การแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญอีกนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งทุกครั้งกระทบมุมมองการลงทุนในไทย เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงทางการเมืองที่นักลงทุนต่างชาติกังวล จะลงทุนพันล้าน เขาต้องดูว่าดำเนินธุรกิจได้นาน ไม่ใช่เดี๋ยวเปลี่ยนกฎหมาย ประท้วงต้องปิดโรงงาน ส่งออกไม่ได้ ยังไม่นับความไม่ต่อเนื่องของการบริหารงานรัฐบาลที่โครงการอาจถูกพับกลางคันเนื่องจากกระแสการเมืองเปลี่ยน
ย้อนกลับไปเรื่องความหวัง ผมเชื่อว่าประเทศไทยยังมีหวังอยู่ ด้วยศักยภาพของพวกเรา ซึ่งผมมองว่าเรามีคำถามสำคัญที่น่าจะต้องถาม (และยังไม่แน่ใจกับคำตอบ) ในอุตสาหกรรมที่ผมเชื่อส่วนตัวว่าจะเป็นเครื่องจักรการเติบโตของประเทศไทยไว้ดังนี้
ภาคการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีความสำคัญกับ GDP ของประเทศไทย ณ ตอนนี้ทุกท่านคงมีคำถามเหมือนกันว่า ประเทศไทยเรามีจุดยืนอย่างไร หากโลกกำลังมุ่งไปในทิศทางของ EV มากขึ้น? และคำถามที่สองคือ แล้วอุตสาหกรรมรถสันดาปภายในดั้งเดิมของประเทศไทย เราควรจะต้องทำอะไรกับมันบ้าง?
ในมุมมองของผม คำถามที่ 2 ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนไทยจำนวนมาก สืบเนื่องมาจากมีคนจำนวนมากทำงานในอุตสาหกรรมนี้ และมีห่วงโซ่อุปทานที่ยาวและแข็งแกร่งในประเทศไทย ซึ่งภาครัฐควรจะต้องมีคำตอบว่าเราจะทำอย่างไรกับมันดี ผมคิดว่าต้องเริ่มวิเคราะห์จุดแข็งของเรา เทียบกับจุดอ่อนของประเทศรอบข้างหรือคู่แข่งเราในด้านอุปทานและไปดูฝั่งอุปสงค์ว่าความต้องการรถสันดาปภายในจะมีการเปลี่ยนผ่านอย่างไร ซึ่งคงดูแต่ในประเทศไม่ได้ ต้องดูความต้องการนอกประเทศที่เรามี FTA ซึ่งรัฐมีหน้าที่บุกเบิกให้ด้วย
ด้านอุตสาหกรรมเกษตรที่เราต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากมีการจ้างงานประมาณ 30% ของกำลังแรงงานของประเทศ แต่ตัวเลขล่าสุดโดย ธ.ก.ส. แสดงให้เห็นว่า ยอด NPL หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพพุ่งขึ้นถึง 12.5% แม้ว่าเศรษฐกิจเกษตรกรทั้งปีมีแนวโน้มจะขยายตัว 4.1% ซึ่งเกิดมาจากหนี้สินของเกษตรกรที่ลามมาจากช่วงโควิด ต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และค่าแรงงาน ซึ่งต้นทุนโตเร็วกว่ารายได้ ภาครัฐต้องมีกลยุทธ์และกลไกที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในการพัฒนาเทคนิคการปลูก ช่วยลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ผมมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพ คืออุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคฯ ด้านอาหาร ซึ่งโลกกำลังอยู่ในช่วงศึกษาอาหารแห่งอนาคต (Future food) โดยหลายผู้เล่นยังอยู่ในช่วงทดลองพัฒนา ค้นคว้า วิจัย และลองทำตลาดอยู่ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ยังเปิดให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปเป็นผู้นำได้ ทั้งการวิจัยและการผลิต
ภาครัฐซึ่งมีหน้าที่สนับสนุน อาจต้องไปพูดคุยกับเหล่าผู้นำในตลาดเหล่านี้ เพื่อหากลไกที่จะช่วยสนับสนุนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้ได้ หรือมีข้อกังวลด้านกฎหมาย (นอกเหนือจากที่กล่าวไปก่อนหน้านี้) ที่เป็นอุปสรรคหรือไม่ และที่สำคัญคือควรจะต้องสนับสนุนให้องค์ความรู้ งานวิจัย เหล่านี้อยู่ในประเทศไทยด้วย ซึ่งจะสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทยรุ่นถัดไป และสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งของประเทศไทยในอุตสาหกรรมอาหารด้วย
นี่เป็นแค่บางส่วนของคำถาม และข้อเสนอที่ผมอยากฝากไว้พิจารณาสำหรับเหล่าผู้นำของประเทศ ถ้าเราหาจุดยืน จับจุดแข็ง สร้างความหวังในกับภาคอุตสาหกรรมและคนไทยอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าในยุคสมัยของรุ่นลูกพวกเรา ประเทศไทยสามารถกลับมาเป็นเสือได้อย่างสง่างามแน่นอน #Thailand #ThisIsOurFuture
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2565

