ไทยขึ้นแท่นอันดับ 1 ของอาเซียน ประเทศน่าอยู่หลังเกษียณ
ไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ของอาเซียนในฐานะ "ประเทศที่น่าพำนักอยู่ภายหลังเกษียณ" และเป็นลำดับที่ 19 ของโลกประจำปี 2022 โดยการจัดอันดับของ U.S. News & World Report
เว็บไซต์นิตยสาร U.S. News & World Report ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลสำรวจ ประเทศที่น่าพำนักอยู่ภายหลังเกษียณ (Best Countries for a Comfortable Retirement) ประจำปี 2022 ไทย ได้รับการจัดอันดับให้ขึ้นมาสู่อันดับที่ 1 ของอาเซียน และเป็นลำดับที่ 19 ของโลก จากจำนวนทั้งหมด 85 ประเทศ
โดยในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น อันดับประเทศที่น่าอยู่หลังเกษียณ มีดังนี้ (ตัวเลขในวงเล็บคืออันดับในระดับโลก)
1. ไทย (19)
2. ฟิลิปปินส์ (24)
3. สิงคโปร์ (28)
4. มาเลเซีย (29)
5. อินโดนีเซีย (38)
6. เวียดนาม (39)
7. กัมพูชา (51)
8. เมียนมา (68)
ส่วนลาว และบรูไน ไม่ได้อยู่ในการจัดอันดับครั้งนี้
ทั้งนี้ U.S. News & World Report ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข่าว ให้คำแนะนำผู้บริโภค วิเคราะห์และจัดอันดับเกี่ยวกับประเทศต่างๆ ยังได้จัดให้ไทยเป็นอันดับที่ 28 ของประเทศที่ดีที่สุดในโลก (Best Countries) ในปีนี้ด้วย โดยเป็นการจัดอันดับจากผลการสำรวจข้อมูลจากผู้คนทั่วโลกกว่า 17,000 คน พิจารณาคะแนนรวมจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ อิทธิพลทางวัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น การดำเนินธุรกิจ ความคล่องแคล่ว อำนาจในการต่อรอง รวมถึง คุณภาพชีวิตและสังคม
ตามรายงาน U.S. News & World Report ได้ระบุข้อมูลการสำรวจเกี่ยวกับประเทศไทยว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก แม้ว่าการท่องเที่ยวจะมีสัดส่วนเพียง 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
“พระพุทธรูปปรากฏอยู่เสมอในดินแดนแห่งรอยยิ้ม ที่ซึ่งเมืองอันคึกคักและทันสมัยตั้งอยู่เคียงคู่กับซากปรักหักพังโบราณ ชายหาดที่ส่องแสงระยิบระยับ และวัดวาอารามที่ปิดทอง ประเทศนี้เป็นแหล่งกำเนิดของการนวดแผนไทยและอาหารที่ขึ้นชื่อซึ่งมีรสชาติหวาน เปรี้ยว เค็ม ขม และเผ็ด” รายงานของ U.S. News & World Report ระบุ
นอกจากนี้ ยังรายงานว่า ภาคการเกษตรที่สำคัญและอุตสาหกรรมการผลิตที่แข่งขันได้ ทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่งและเติบโตโดยมีความยากจนและอัตราการว่างงานในระดับต่ำ ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นผู้นำด้านสิ่งทอ ดีบุก และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การศึกษาและเทคโนโลยีแบบตะวันตกได้ซึมซับเข้าสู่สังคมชาวพุทธที่เคร่งครัดนี้
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 5 ธันวาคม 2565

