ศูนย์วิจัยกสิกร คาดศก.ไทยปี 66 โตไม่ต่ำกว่า 3% แม้เจอชะลอตัว แต่ลุ้นจีนเปิดประเทศเร็วขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกร คาดศก.ไทยปี 66 โตไม่ต่ำกว่า 3% แม้เจอชะลอตัว แต่ลุ้นจีนเปิดประเทศเร็วขึ้น "ท่องเที่ยว" เครื่องยนต์หลัก คาดนทท.ทั้งปี 22 ล้านคน ส่งออก -1.5%
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ได้รับการกดดันจาก แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และยูโรโซนมีแนวโน้มที่จะไม่เติบโต ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในยุโรป
อย่างไรก็ดี ยังการลดทอนความกดดัน จากแนวโน้มที่จีนจะเปิดประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2566 แต่ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ในจีนหลังจากนี้ ทั้งจำนวนผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต และความเพียงพอของระบบสาธารณสุข เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ที่จีนจะเผชิญการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อเนื่องมายังกิจกรรมทางเศรษฐกิจจีน ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อสถานการณ์การเปิดประเทศของจีนดังกล่าว
สำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2565 อยู่ที่ 3.2% ส่วนปี 2566 คาดว่าไม่ต่ำกว่า 3% แน่นนอน โดยมองที่ประมาณ 3.2% ส่วนคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2566 ที่ 22 ล้านคน โดยเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากปี 2565 ที่คาดว่าจะปิดทั้งปีที่จำนวน 11 ล้านคน ทั้งนี้ ปี 2566 ยังคงมองว่านักท่องเที่ยวยังไม่ใช่กลุ่มใหญ่ที่สุดที่เดินทางเข้าไทย แต่เป็นกลุ่มเอเชียใต้เป็นหลัก
ขณะที่ การส่งออกปี 2565 อยู่ที่ลดลงเหลือ 5.2% จากที่เมื่อเดือนกันยายน 2565 มองที่ 7.8% ส่วนปี 2566 มองว่าการส่งออกลดลงเช่นกัน อยู่ที่ -1.5% จากที่เคยมองว่าอยู่ที่ 2.2-3.0% เป็นผลจาก เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้อุปสงค์ประเทศคู่ค้า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง และประกอบกับฐานที่สูงในปีก่อนหน้า
ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยนั้น มองว่าธนาคารกลางของสหรัฐฯ (เฟด) คงจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 ไปแตะระดับ 5.0% หรืออาจสูงกว่านั้น ก่อนที่จะมีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงตลอดทั้งปี 2566 ขณะที่ กนง.มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในการประชุมอีก 2 ครั้งๆ ละ 0.25% ซึ่งย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในจังหวะขาขึ้นเช่นเดียวกัน ด้านแนวโน้มเงินบาทในช่วงไตรมาสแรกของปี มีโอกาสแข็งค่าขึ้น หากเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากตลาดรับรู้ความเป็นไปได้ดังกล่าวแล้ว โดยคาดการณ์ว่าในปี 2566 ค่าเงินบาทจะอยู่ในกรอบ 33.5-34.0 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ
สำหรับภาคการเงิน ภาพแนวโน้มสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยปี 2566 คาดว่าจะเติบโตในกรอบจำกัด ราวร้อยละ 4.2-5.2 (ค่ากลางร้อยละ 4.7) เทียบกับปีนี้ที่คาดว่าจะโต 5.0% ตามผลของเศรษฐกิจที่เผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง อีกทั้งธุรกิจมีการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง ขณะที่ ทิศทางที่ระมัดระวังดังกล่าว ยังสะท้อนผ่านมุมมองต่อคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารพาณิชย์ ที่คาดการณ์ว่า สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม น่าจะยังไม่ได้ดีขึ้นจากปี 2565 นัก โดยเอ็นพีแอล ณ สิ้นปี 2566 คาดว่าจะอยู่ในกรอบร้อยละ 2.55-2.80 เทียบกับร้อยละ 2.65-2.75 ที่คาด ณ สิ้นปี 2565
น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจไทยปี 2566 นั้น มองว่ายังเผชิญหลายโจทย์รุมเร้า โดยฝั่งต้นทุน จะมีต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าแรง และดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น ขณะที่ ฝั่งรายได้จะถูกกระทบจากการที่เศรษฐกิจแกนหลักของโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและเงินบาทแข็งค่า จนฉุดความต้องการสินค้าส่งออกไทย นอกจากนี้ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อธุรกิจแต่ละประเภทแตกต่างกัน
น.ส.เกวลิน กล่าวว่า จึงทำให้การฟื้นตัวของรายได้ธุรกิจในปี 2566 ยังมีลักษณะเป็นรูตัวเค (K-Shaped) โดยธุรกิจที่นำการฟื้นตัว จะเป็นโรงแรมและร้านอาหาร โรงพยาบาลเอกชน รวมถึงค้าปลีก ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่ฟื้นตัวช้า หรือหดตัว ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และส่งออกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
น.ส.เกวลิน กล่าวว่า นอกเหนือจากนั้นในปี 2566 ธุรกิจไทยจะเห็นโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (อีเอสจี) ชัดขึ้น โดยคู่ค้าของไทยจะเข้มงวดเรื่องเกณฑ์ต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) จากฝั่งยุโรป และความพยายามของไทยที่ทำให้คำนิยามกลางและแนวทางขับเคลื่อน มีความชัดเจนขึ้น ซึ่งธุรกิจไทยต้องเร่งศึกษาและปรับตัว เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 19 ธันวาคม 2565

