อาเซียน-อียู ซัมมิท กระชับความร่วมมือเพื่อมุ่งสู่อนาคต
การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหภาพยุโรป(อียู) สมัยพิเศษ เพื่อฉลองครบ 45 ปีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ถือเป็นการประชุมที่มีนัยสำคัญไม่เพียงแต่เพราะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำอาเซียนและอียูมาหารือกันอย่างพร้อมเพรียง โดยในส่วนของอียู ผู้นำมาครบทั้ง 27 ประเทศ ขณะที่ในส่วนของอาเซียนมี 9 ประเทศ ขาดแต่เมียนมาที่แน่นอนว่าผู้นำรัฐบาลทหารไม่ได้รับเชิญให้มาเข้าร่วม และยังมีความสำคัญในแง่ของการกระชับความร่วมมือของสององค์กรภูมิภาค ที่ต่างก็ถือเป็นองค์กรหลักที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือและการพัฒนาอย่างรอบด้าน
น.ส.อุษณา พีรานนท์ อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การเฉลิมฉลองครบ 45 ปีสัมพันธ์อาเซียน-อียู เป็นโอกาสสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทั้งสองภูมิภาคและโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งในแง่ของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจโลก และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ และสถานการณ์ที่เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ความไม่มั่นคงด้านอาหารและพลังงานของโลก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประเทศในอาเซียน ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ ต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน และยังถือเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่ผู้นำอาเซียนและอียูได้มาหารือร่วมกันเป็นครั้งแรก
ในการประชุมครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมการประชุมทั้งกับผู้นำ และยังมีการประชุมกับผู้นำภาคเอกชนจากผู้นำสภาธุรกิจอาเซียน-อียู ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่จะได้หารือกับตัวแทนภาคเอกชน รับฟังมุมมอง ปัญหา และอุปสรรค โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้รับเชิญให้กล่าวในประเด็นเกี่ยวกับการเติบโตสีเขียว การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญของไทยจากการที่เราเป็นเจ้าภาพเอเปค และมีการรับรอง “เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว” (Bangkok Goals on BCG Economy) ที่พูดถึงการเติบโตสีเขียว การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
ไทยได้ย้ำในประเด็นการสร้างความยั่งยืนในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยุโรปเองก็ให้ความสำคัญ เพราะเขามีนโยบาย EU Green Deal ซึ่งเป็นความพยายามของยุโรปที่จะระดมทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นายกฯใช้โอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทย อาเซียน และสมาชิกเอเปคอื่นๆ ให้การรับรองร่วมกันไปแล้ว โดยเฉพาะการดึงให้ภาคธุรกิจของอียูมาใช้ไทยและอาเซียนเป็นฐานการผลิต การพัฒนามาตรฐานสินค้า เพื่อให้เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อภูมิภาคอาเซียนและต่ออียูด้วย
นอกจากนี้ยังได้พูดถึงอุตสาหกรรมในการผลิตรถยนต์อีวี รถยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือในการผลิตสินค้าสีเขียว และสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยอยากขอให้อียูช่วยอำนวยความสะดวกในการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี เสริมสร้างศักยภาพของเอกชนไทย และการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าและส่งออกสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ไทยยังได้ย้ำการขอให้อียูไม่นำเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมาเป็นอุปสรรคทางการค้า เพราะมองว่าถึงแม้ไทยและอาเซียนจะมีเป้าหมายที่จะมุ่งไปสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่เรายังต้องการเวลาในการปรับตัวและเสริมสร้างศักยภาพ จึงขอให้อียูช่วยสนับสนุนและไม่นำเรื่องพวกนี้มาเป็นอุปสรรคทางการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการและภาคประชาชนของไทย นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญการขับเคลื่อนการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู และเอฟทีเออาเซียน-อียู ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับอนาคตการเติบโตของภาคเอกชนไทย
สำหรับประเด็นสำคัญในการหารือของผู้นำอาเซียน-ยุโรปมี 3 เรื่องหลัก
ประเด็นแรก :
คือ ความร่วมมืออาเซียน-อียูในภาพรวม ทั้งนี้ อียูเพิ่งได้รับสถานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของอาเซียนเมื่อปี 2563 มีการจัดทำแผนปฏิบัติงานต่างๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับยุโรปเพื่อรับมือกับความท้าทายในด้านต่างๆ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ เพราะต่างก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งสิ้น โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน นอกจากนี้การที่อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง จึงได้เชิญชวนให้อียูให้เข้ามาใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่เรามีในการพัฒนาความร่วมมือด้านนวัตกรรมต่างๆ เพื่อสามารถนำความหลากหลายทางชีวภาพนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะเดียวกันมีการพูดถึงความร่วมมือเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองภูมิภาคอย่างยั่งยืน พูดถึงการเสริมสร้างความเชื่อมโยง การเปิดเส้นทางคมนาคม ซึ่งในครั้งนี้ได้มีการลงนามความตกลงด้านการเดินอากาศแบบรอบด้านระหว่างอาเซียน-อียู ซึ่งเป็นความตกลงแรกระหว่างภูมิภาคซึ่งมาในช่วงที่ถูกที่ถูกเวลา เพราะทั้งสองภูมิภาคเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวและเริ่มเปิดให้มีการเดินทางระหว่างภาคธุรกิจเอกชนและประชาชน ความตกลงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระะยาว
ที่ประชุมยังหารือถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ในประเด็นความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนษย์ อียูและสมาชิกอียูหลายประเทศก็พูดถึงความร่วมมือแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา การให้ทุนเพิ่มเติมแก่นักเรียนนักศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับเด็กและเยาวชนที่จะได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของพวกเขา
ประเด็นที่สอง :
คือการหารือใน ประเด็นปัญหาระหว่างภูมิภาคและความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมาและยูเครน ในเรื่องเมียนมา ทั้งสองฝ่ายย้ำเจตนารมย์ที่จะสนับสนุนการดำเนินการของอาเซียนนที่จะให้มีความคืบหน้าในการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ของผู้นำอาเซียนให้มีความคืบหน้า ให้ความสำคัญกับการจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเมียนมา และเรียกร้องให้มีการยุติความรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่อาเซียนและอียูจะรวมมือกันต่อไป
ส่วนสถานการณ์ในยูเครน ทั้งสองฝ่ายย้ำในเรื่องการยึดมั่นหลักการภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ ให้ความสำคัญกับการให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรารม นายกฯได้ย้ำของเสนอของไทยที่เคยหยิบยกในการประชุม OSCE ที่โปแลนด์ เรื่องการสร้างพื้นที่ทางการทูตสำหรับการหารือเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติวิธี และการแยกระเด็นเรื่องการสู้รบในพื้นที่ออกจากประเด็นมนุษยธรรม เพื่อเปิดช่องทางให้สามารถจัดส่งความช่วยเหลือเข้าไปให้กับประชาชนชาวยูเครน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยเฉพาะในช่วงฤดูหน้าหนาวที่กำลังมาถึง
ประเด็นที่ 3 :
ที่มีการหารือคือ ประเด็นเกี่ยวกับโลกในปัจจุบัน ความร่วมมือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเติบโตสีเขียว เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล อาเซียนและอียูมองเป็นสองเป็นเป้าหมายหลักๆ ที่จะร่วมมือกับมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล เพราะเรามองว่าสองเรื่องนี้จะเป็นหัวใจสำคัญและเป็นเรื่องที่จะมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดต่อไป ซึ่งไทยจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานของอาเซียนในด้านความร่วมมือเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน
ไทยมีศูนย์อาเซียนว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดยอียูจะใช้ศูนย์นี้เป็นตัวกลางในการส่งเสริมความร่วมมือ ปัจจุบันอียูให้งบประมาณมาจัดทำช่องทางแพลตฟอร์มทางดิจิทัลที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งอียูหลายประเทศมีศักยภาพในด้านนี้และเริ่มดำเนินการไปแล้ว อียูย้ำความร่วมมือและชูบทบาทของไทยในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ในอนาความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสีเขียวในอาเซียน จะเป็นภาพสำคัญเมื่ออียูมองเข้ามาก็จะเห็นไทยเป็นจุดเชื่อมโยงในการสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสีเขียวในอาเซียน
ทั้งนี้ ในปี 2566 จะมีการประชุมเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับรัฐมนตรีอาเซียน-อียู ที่จะหารือเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งในเวทีสำคัญมีการหารือและต่อยอดจากผลการหารือระดับผู้นำต่อไป
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 20 ธันวาคม 2565

