5 บิ๊กพลังงานโลกชี้ ‘การฟื้นฟู’ โจทย์ใหญ่หลังฮอร์มุซเปิด
✅ KEY POINTS
* บิ๊กคอร์ปพลังงานโลก ชี้เทรนด์น้ำมันและก๊าซ บนเวที Gastech 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ
* “เชลล์” ระบุ 7 เดือน แอลเอ็นจีหายจากตลาดโลก
* ADNOC ชี้การผลิตและขนส่งยากจะกลับมาปกติทันที
* “เอ็กซอนโมบิล” ชี้แอลเอ็นจีสหรัฐเป็นเสาหลักใหม่ตลาดโลก
* “เอนิ” เตือนบทเรียนสงครามตะวันออกกลาง ทิศทางราคาก๊าซยากคาดเดา
* “เชฟรอน”ย้ำสัญญาระยะยาวจำเป็นมากขึ้น
ท่ามกลางวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์และเส้นทางขนส่งพลังงานที่เปราะบาง ส่งผลต่อเสถียรภาพการลำเลียงพลังงานป้อนตลาดโลก โดยเฉพาะ “เอเชีย” ที่พึ่งการนำเข้าก๊าซสูง ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานชั้นนำโลกมอง “เสถียรภาพพลังงาน” ในอนาคตไม่ขึ้นกับการรอความขัดแย้งยุติลง แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การกระจายแหล่งจัดหา และการทำสัญญาระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจโลก
ในเวทีเสวนาด้านพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ที่จัดขึ้นวันที่ 14-17 ก.ย.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในหัวข้อ “Keeping gas competitive: Navigating fragility at the heart of global gas markets”
“เซดริก เครเมอร์ส” ประธานบริหารกลุ่มธุรกิจก๊าซของบริษัท เชลล์ เผยว่า วิกฤติตะวันออกกลางตลอดเกือบ 7 เดือนที่ผ่านมา ทำให้อุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หายไปจากตลาดโลก 36 ล้านตัน เมื่อเทียบปีก่อน เพราะผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ดำเนินการไม่ได้ตามปกติ
ขณะที่แม้มีอุปทาน LNG จากทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งสหรัฐและแคนาดา มาชดเชย 20 ล้านตัน รวมทั้งการดึงพลังงานจากคลังสำรองมาใช้โดยเฉพาะจีน แต่ราคาพลังงานปัจจุบันยัง “สูงเกินไป” สำหรับภาวะสมดุลของตลาด แม้ราคาก๊าซไม่พุ่งสูงรุนแรงเท่ากับน้ำมันสำเร็จรูปอย่างดีเซลหรือน้ำมันอากาศยาน แต่ระดับราคาที่แพงเกินไปเริ่มกระทบบางอุตสาหกรรม
ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว อุตสาหกรรม LNG ยังรักษาความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว ทั้งการดูแลรักษาแท่นขุดเจาะและโรงงานแปรรูปให้เดินเครื่องต่อเนื่อง รวมถึงลูกเรือเดินเรือขนส่งสินค้าทั่วโลกที่ต้องเสียสละเดินทางอ้อมระยะทางไกลกว่าเดิม เพื่อส่งก๊าซถึงผู้บริโภคและรักษาความมั่นคงพลังงาน
✅ ADNOC บริหารพอร์ต LNG ใหม่
“ราชิด อัล มัซรูอี” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ LNG ของ ADNOC มองว่า คำที่อธิบายตลาด LNG หลายเดือนที่ผ่านมาดีสุดคือ Resilience หรือความสามารถรับมือและปรับตัวต่อวิกฤติ แม้อุตสาหกรรมพลังงานเผชิญความท้าทาย แต่สิ่งที่ตัดสินว่าบริษัทผ่านวิกฤติหรือไม่ คือความสามารถปรับเส้นทางและบริหารพอร์ตเพื่อให้ก๊าซส่งถึงมือลูกค้าแม้ห่วงโซ่อุปทานเผชิญแรงกดดันหนัก
ADNOC จึงขยายธุรกิจ LNG ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มปริมาณเป็น 47 ล้านตันภายในปี 2035 จากจุดเริ่มต้น 6 ล้านตันเมื่อ 50 ปีก่อน พร้อมขยายธุรกิจซื้อขาย LNG และลงทุนผ่าน ADNOC และ XRG หลายพื้นที่ทั่วโลก
ทั้งนี้ บทเรียนสำคัญจากวิกฤติครั้งนี้คือผู้ซื้อไม่ควรพึ่ง LNG จากแหล่งเดียว แต่ควรซื้อจากพอร์ตที่มีแหล่งจัดหาหลากหลายควบคู่ “การทำสัญญาระยะยาว” ที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ผู้ซื้อ และสร้างความแน่นอนเพียงพอให้ผู้ผลิตตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่
✅ ‘การฟื้นฟู’ โจทย์ใหญ่หลังฮอร์มุซเปิด
ประเด็นสำคัญของสถานการณ์พลังงานตอนนี้คือ “การเปิดช่องแคบ” กับ “การฟื้นฟูระบบการไหลเวียนของพลังงาน” เพราะถึงแม้ช่องแคบจะเปิดทางสัญจรได้ แต่การฟื้นตัวของการผลิตและการขนส่งไม่กลับมาเป็นปกติได้ทันที และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะ
รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือความจำเป็นต้องเร่งเติมก๊าซเข้าคลังสำรองในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปที่กำลังเผชิญกับระดับก๊าซสำรองที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว
เครเมอร์ส ยกกรณีศึกษา Shell ที่มีโรงงานแปรรูปก๊าซเป็นของเหลว Pearl GTL ในกาตาร์ ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง โดยคาดว่าใช้เวลาฟื้นฟู 1 ปี และจะกลับมาดำเนินการได้ช่วงปลายไตรมาส 1 ปีถัดไป สะท้อนถึงการฟื้นฟูกำลังการผลิตและการเดินเรือระหว่างประเทศต้องใช้เวลา
✅ “เอนิ”ชี้บทเรียนสงครามตะวันออกกลาง
“กีโด บรุสโก” (Guido Brusco) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติระดับโลกของบริษัท เอนิ (Eni) จากอิตาลี สะท้อนมุมมองต่อประเด็นการปรับราคาก๊าซและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซว่า ในภาพรวมของวัฏจักรอุตสาหกรรมพลังงานระยะยาว วิกฤตินี้เป็นปัญหาระยะใกล้ที่ท้ายที่สุดแล้วจะผ่านพ้นไป
แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าภาคอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวกลับสู่จุดที่มีเสถียรภาพได้เร็วเพียงใด ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมมักปรับตัวและฟื้นตัวได้เร็วกว่ารายงานการคาดการณ์ต่างๆ เสมอ
บรุสโก ชี้ให้เห็นถึง 2 บทเรียนสำคัญที่อุตสาหกรรมได้เรียนรู้ร่วมกันจากทั้งวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนและวิกฤติตะวันออกกลาง คือ
1.ความจำเป็นเร่งด่วนในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน ทั้งในมิติของภูมิศาสตร์ ชนิดของโภคภัณฑ์พลังงาน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2.โครงสร้างโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นโลกาภิวัตน์ที่ลดลง และหันมาพึ่งพาการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะการบริหารห่วงโซ่อุปทานให้อยู่ภายใต้การควบคุม
สำหรับประเด็น “ทิศทางราคาก๊าซ” บรุสโกยอมรับว่าเป็นโจทย์คาดเดาได้ยากสุด โดยระบุว่าแม้บริษัทพลังงานระดับโลกจะทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการทำวิจัยและคาดการณ์ราคา แต่ราคาก๊าซเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนสูงของตลาดพลังงานยุคปัจจุบัน
✅ LNG สหรัฐเป็นเสาหลักใหม่ตลาดโลก
“ปีเตอร์ คลาร์ก” รองประธานอาวุโสฝ่าย LNG ของ ExxonMobil กล่าวว่า แม้บริษัทไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นในช่วงที่ผ่านมา แต่เตรียมพร้อมรับมือกับ “Disruption” อยู่แล้ว ผ่านการสร้างพอร์ตธุรกิจที่กระจายทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และห่วงโซ่มูลค่า รวมถึงลงทุนด้านโลจิสติกส์และระบบสำรอง ทำให้สามารถปรับเส้นทาง LNG และนำพลังงานไปยังตลาดที่ต้องการได้
ขณะที่สหรัฐกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดย ExxonMobil คาดว่า LNG จากสหรัฐ อาจมีสัดส่วนราว 30% ของอุปทาน LNG โลกภายในปี 2030
ExxonMobil ยังเชื่อว่า ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของ LNG ไม่ได้เปลี่ยนไป และความต้องการจะยังเติบโต บริษัทจึงเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ทั้ง Golden Pass ซึ่งมีกำลังการผลิต 18 ล้านตัน โครงการในโมซัมบิก และการขยายโครงการในปาปัวนิวกินี
✅ ‘สัญญาระยะยาว’ สู่มั่นคงพลังงาน
“ฟรีแมน ชาฮีน” ประธานฝ่ายธุรกิจก๊าซ Chevron Global Gas มองว่า คำสำคัญอีกคำหนึ่งนอกเหนือจาก Resilience คือ “หุ้นส่วน” เพราะอุตสาหกรรม LNG อาศัยความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ Chevron จึงสร้างพอร์ตที่กระจายตัวตั้งแต่ออสเตรเลีย แองโกลา อิเควทอเรียลกินี ไปจนถึงสหรัฐ
พร้อมออกแบบสัญญาให้มีความยืดหยุ่นตามความต้องการของลูกค้า โดยมองว่าความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยธรรมชาติ เช่น พายุไซโคลน ซึ่งสามารถกระทบการผลิตและขนส่งได้เช่นกัน
ชาฮีน เตือนว่า อุตสาหกรรมจำเป็นต้องรักษาการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อการลงทุนในกำลังผลิต LNG ชะลอตัวก่อนโควิด ตลาดก็เผชิญช่องว่างด้านอุปทานและราคาพุ่งตามมา เขามองว่า “สัญญาระยะยาว” เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้โครงการ LNG ขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อสำคัญที่ช่วยหนุนการพัฒนาโครงการ LNG ในสหรัฐ
ขณะที่ตลาด Spot ของ LNG ยังไม่ได้พัฒนาเต็มที่เหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ดังนั้น สัญญาระยะยาวจึงยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงของอุปทาน
✅ “เชฟรอน”ย้ำสัญญาระยะยาวจำเป็นขึ้น
“เซเดอริก เครเมอร์ส” ประธานกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร บริษัท เชลล์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับความเห็นของ Chevron ว่า สัญญาระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ซื้อหลายรายสามารถวางแผนและสร้างความเสถียรด้านราคาเพื่อรับมือกับความผันผวนได้
รวมทั้งชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่แตกต่างออกไปว่า ยังมีลูกค้ารายย่อยและผู้บริโภคอีกจำนวนมากรวมทั้งผู้ซื้อในเอเชียไม่สามารถเข้าถึงสัญญาระยะยาวได้นั้นต้องพึ่งการซื้อขายในตลาดสปอต เมื่อเกิดวิกฤติอุปทานจนราคาก๊าซในตลาดสปอตพุ่งสูงขึ้น กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่สามารถทำสัญญาระยะยาวและมีกำลังจ่ายน้อยที่สุด กลับกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 15 กันยายน 2569

