AI หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โต มูลค่า 11.96 ล้านล้าน
✅ KEY POINTS
* เศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 11.96 ล้านล้านบาทในปี 2569 โดยมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ
* AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจหลัก เช่น อีคอมเมิร์ซ, การท่องเที่ยว, สื่อออนไลน์, และบริการทางการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจผู้บริโภค
* ประชากรในภูมิภาคกว่า 243 ล้านคนใช้งาน Generative AI ซึ่งช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและเร่งการเติบโตในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจดิจิทัล
เศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 368,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11.96 ล้านล้านบาท เติบโต 17% จากปีก่อน โดยมีการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ทั้งในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ท่องเที่ยว สื่อออนไลน์ บริการเดินทางและส่งอาหาร ตลอดจนบริการทางการเงินดิจิทัล
นิติน กัจเรีย (Nitin Gajria) กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่ในเอเชียใต้ของ Google เปิดเผยว่ารายงาน e-Conomy SEA 2026 ฉบับที่ 11 ซึ่ง Google จัดทำร่วมกับ Temasek และ Bain & Company ภายใต้หัวข้อ “Building the Intelligent Economy” ว่า AI กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค
รายงานคาดว่า มูลค่าสินค้าและบริการรวม หรือ GMV ของเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะขยายตัวเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32.50 ล้านล้านบาท ภายในปี 2578
✅ Gen AI เข้าถึง 243 ล้านคน
รายงานระบุว่า ประชากรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 243 ล้านคน หรือคิดเป็น 58% ของประชากรวัยทำงาน ใช้งาน AI เชิงสร้างสรรค์ หรือ Generative AI โดยการใช้งานเทคโนโลยีนี้ขยายตัวเร็วกว่าช่วงการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือถึง 4 เท่า
AI จึงมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล ประเมินทางเลือกก่อนซื้อสินค้า วางแผนการเดินทาง ไปจนถึงการรับคำแนะนำทางการเงิน ขณะที่ธุรกิจนำ AI มาใช้ปรับบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวปรากฏในทุกภาคธุรกิจหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยอีคอมเมิร์ซยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค
อีคอมเมิร์ซนำตลาด 7.345 ล้านล้านบาท
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซปี 2569 คาดว่าจะมี GMV 226,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.345 ล้านล้านบาท เติบโต 18% จากปีก่อน
ผู้บริโภคใช้การค้นหาสินค้าผ่านข้อมูลหลายรูปแบบ รวมถึงผู้ช่วยภายในแอป เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าที่ต้องพิจารณารายละเอียดซับซ้อน ขณะที่แพลตฟอร์มสามารถนำเสนอประสบการณ์ให้เหมาะกับผู้ซื้อแต่ละคนมากขึ้น
รายงานระบุว่า ประสบการณ์เฉพาะบุคคลเหล่านี้ช่วยเพิ่มอัตราการเปลี่ยนจากผู้เข้าชมเป็นผู้ซื้อได้ 10% และเพิ่มปริมาณคำสั่งซื้อได้ สูงถึง 75%
ด้าน ธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ คาดว่าจะมี GMV 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.9175 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน
แม้เสิร์ชเอนจินแบบดั้งเดิมยังเป็นเครื่องมืออันดับหนึ่งที่ผู้คนใช้วางแผนท่องเที่ยว แต่ Generative AI แซงหน้าโซเชียลมีเดียขึ้นเป็นเครื่องมือที่มีผู้ใช้มากเป็นอันดับสองสำหรับจัดแผนการเดินทางที่ซับซ้อนแล้ว

✅ สื่อออนไลน์โต 22% เชื่อมเนื้อหาสู่การซื้อขาย
ธุรกิจสื่อออนไลน์คาดว่าจะมีรายได้ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท เติบโต 22% จากปีก่อน
AI มีบทบาทในการปรับเนื้อหาบนฟีดให้ตรงกับความสนใจของผู้ใช้ และเชื่อมโยงผู้ชมกับโฆษณาที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพได้ 10–20%
ขณะเดียวกัน ตลาด Commerce Media หรือสื่อโฆษณาที่เชื่อมโยงกับการซื้อขาย มีมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 130,000 ล้านบาท
ส่วน บริการเดินทางและส่งอาหาร คาดว่าจะมี GMV 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.30 ล้านล้านบาท เติบโต 15% จากปีก่อน โดยนำ AI มาใช้คาดการณ์ความต้องการ แนะนำบริการ และจัดเส้นทางให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงบริการเดินทางร่วมกับผู้โดยสารรายอื่น เพื่อช่วยประหยัดเวลาและสนับสนุนการเติบโตของธุรกรรม
✅ การเงินดิจิทัลหนุนสินเชื่อ–ตรวจจับทุจริต
บริการทางการเงินดิจิทัลคาดว่าจะมีมูลค่าธุรกรรมรวม หรือ GTV อยู่ที่ 1.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 53.625 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน
AI เข้ามาช่วยตรวจจับการฉ้อโกงแบบเรียลไทม์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และให้คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่สิงคโปร์ยังเป็นผู้นำของภูมิภาคด้านแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งดิจิทัล
ทั้งนี้ ตัวเลขแต่ละภาคธุรกิจใช้ฐานการวัดต่างกัน ได้แก่ GMV รายได้ และ GTV จึงไม่สามารถนำมาบวกกันโดยตรงเป็นมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลรวมได้
✅ ความเชื่อมั่นเปิดทางตัวแทน AI
รายงานชี้ว่า ความคุ้นเคยกับระบบดิจิทัลอัตโนมัติกำลังเปิดทางสู่ Agentic Commerce หรือการซื้อขายผ่านตัวแทน AI ซึ่งสามารถดำเนินงานหลายขั้นตอน ตั้งแต่เปรียบเทียบราคาไปจนถึงทำธุรกรรมแทนผู้ใช้
ข้อมูลระบุว่า 72% ของผู้ใช้พึ่งพาฟังก์ชันอัตโนมัติในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น การติดตามราคาสินค้า ขณะที่ 75% แสดงความเต็มใจให้ตัวแทน AI เปรียบเทียบราคาและทำธุรกรรมแทนโดยอัตโนมัติ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปิดรับบริการในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ทั้งหมดในสัดส่วนนี้ให้ AI ซื้อสินค้าแทนอยู่แล้ว
ด้านความเชื่อมั่น 62% ระบุว่าเชื่อมั่นเครื่องมือ AI มากกว่าปีก่อน โดยปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ผลงานที่พิสูจน์แล้วของ AI 56% ความคุ้นเคยที่เพิ่มขึ้น 55% และความถูกต้องของผลลัพธ์ 53%
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังต้องการเงื่อนไขที่ช่วยให้มั่นใจในการมอบหมายงานแก่ AI โดย 44% ต้องการมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่รัดกุม อีก 36% ต้องการข้อมูลที่โปร่งใสว่า AI ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ และ 30% ต้องการความสามารถในการย้อนกลับธุรกรรมที่ตัวแทน AI ดำเนินการไปแล้ว
✅ ปรับระบบนิเวศ 4 ด้านรองรับ AI
รายงานเสนอว่า การขยายตัวของ AI ต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลใน 4 ด้านสำคัญ
ด้านแรก การใช้ตัวแทน AI ควบคู่ความคุ้มค่าทางธุรกิจ ธุรกิจต้องก้าวจากการใช้ AI ตอบคำถามรายครั้ง ไปสู่การทำงานหลายขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและกฎด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน พร้อมลดต้นทุนการประมวลผลและสร้างคุณค่าในทางปฏิบัติ เพื่อให้ธุรกิจทุกขนาดนำมาใช้ได้อย่างยั่งยืน
ด้านที่ 2 การขยายโครงสร้างพื้นฐาน ภูมิภาคจำเป็นต้องขยายขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประมาณ 3 เท่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับความต้องการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น โดยภาระงาน AI จะครองสัดส่วนหลักของการใช้โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด
ด้านที่ 3 ประสิทธิภาพโมเดลและการใช้พลังงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องเดินควบคู่กับมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการเข้าถึงพลังงานสะอาด รายงานยกตัวอย่างข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ PUE ภายใต้ร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสิงคโปร์ และโครงการจัดหาพลังงานหมุนเวียนสำหรับภาคธุรกิจของมาเลเซีย หรือ CRESS
ด้านที่ 4 กรอบกำกับดูแลร่วมกันระดับภูมิภาค รายงานระบุถึงความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ DEFA ที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน 2569 ว่าจะเป็นกรอบสำคัญในการสนับสนุนการค้าดิจิทัลและปลดล็อกการเติบโตเพิ่มเติมของภูมิภาค
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตระยะต่อไปต้องอาศัยทั้งการนำ AI ไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อ AI เริ่มมีบทบาทดำเนินธุรกรรมแทนผู้ใช้มากขึ้น
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 27 ตุลาคม 2569

