ส.เอสเอ็มอี เขย่ารัฐ รับมือ 5 วิกฤต 7 ปัจจัยเสี่ยง 3 ลูกระเบิด ทำลายเศรษฐกิจไทย
ปี66 ไทยยังเผชิญ5วิกฤต :
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงทิศทางเอสเอ็มอีไทย ปี2566 ว่า สมาพันธ์ประเมินทิศทางโลก ยังเผชิญ 5 วิกฤต คือ 1. สุขภาพ (โควิด 19) 2. เศรษฐกิจ 3.สงคราม 4. สังคม 5. สิ่งแวดล้อม
เตือนรัฐรับมือ 7 ปัจจัยเสี่ยง :
นายแสงชัย กล่าวว่า ขณะ 7 ปัจจัยเสี่ยงที่ประเทศไทยยังคงเผชิญอยู่และต้องมีการวางแนวทางการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาเชิงรุกสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน คือ
1)รายได้ลด แม้ว่าปี 2565 ครึ่งปีหลังสภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา และจากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2566 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ละภูมิภาคของโลก ยังมีหลายปัจจัยเสี่ยง IMF คาดการเติบโตเศรษฐกิจ EU 0.5% USA 1% Japan 1.6% โดยทั้ง EU USA และ Japan เป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทยในภาคการส่งออก
ในขณะที่ ASEAN 5% และจีน 4.4% โดยประเทศไทยจะขยับถึง 3.5% แต่การฟื้นฟูรายได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังต้องใช้ระยะเวลา และมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเป้าในแต่ละกลุ่มธุรกิจที่เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น มีการออกแบบนโยบายมาตรการที่ส่งเสริมการเพิ่มรายได้ทั้งในและต่างประเทศที่ไม่ทำแบบแยกส่วนงาน
แต่ต้องบูรณาการมาตรการ งบประมาณ ทรัพยากรมนุษย์ วิธีการขั้นตอน และผลลัพธ์ร่วมกัน จะสามารถทำให้งบประมาณที่มีอย่างจำกัด เกิดประโยชน์สูงสุดในวงกว้าง โดยเฉพาะมาตรการขับเคลื่อน BCG Economy และ Digital Economy ที่ต้องเน้นการสื่อสารสร้างความตระหนักรับรู้
เพราะจากผลสำรวจของ สสว พบว่า เอสเอ็มอีเพียงร้อยละ 10 รู้จัก BCG วันนี้ภาครัฐต้องใช้กลไกการสื่อสาร แพลตฟอร์มดิจิทัลสมัยใหม่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แรงงานและประชาชนได้เข้าถึง เข้าใจ และใช้พัฒนาได้จริง ติดตามประเมินผล และทำต่อเนื่องอย่างเร่งด่วน จะเป็นโอกาสเพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพเอสเอ็มอี แรงงานและประชาชนสีเขียว
นายแสงชัย กล่าวต่อว่า
2)ต้นทุนเพิ่ม การเพิ่มขึ้นของพลังงาน แก๊ซ น้ำมัน ไฟฟ้า และวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ไม่มีท่าทีจะจบในระยะเวลาอันสั้น ขณะที่ประเทศไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า บริการ การดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงต้องนำมาปรับใช้ในบริบทของการพึ่งพาตนเอง มุ่งเป้าส่งเสริมผู้ประกอบการ เกษตรกรภายในประเทศผลิตสินค้า บริการที่นำเข้าจากต่างประเทศให้ลดการนำเข้า และความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้ “ตลาด และนวัตกรรมนำการผลิต”
3)ค่าครองชีพพุ่ง จากข้อ 2 ต้นทุนได้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รายได้น้อย และผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านสั้น ซึ่งต้องแก้ไขด้านต้นทุนผู้ประกอบการและมาตรการในการดูแลกลุ่มผู้มีรายได้น้อย อาทิ มุ่งเป้าแรงงานรายได้ต่ำ “แรงงานคนละครึ่ง” ช่วยเหลือค่าอาหาร ค่าเดินทาง เป็นต้น เป็นการจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้ามาสู่ระบบสวัสดิการของรัฐอีกทางหนึ่ง
เงินเฟ้อ-ดอกแพง ดันศก.ฝืด -ตกงาน :
4)เงินเฟ้อ – ดอกเบี้ย – เศรษฐกิจฝืด จากสถานการณ์ดอกเบี้ยที่มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกลุ่มที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบต่อภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น การออกแบบให้ระบบกองทุน สสว กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ธนาคารรัฐที่มีอยู่เข้ามาสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ขับเคลื่อนฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบบผ่อนปรน เน้นการพิจารณาแผนประกอบธุรกิจ ขีดความสามารถปัจจุบันและอนาคตเพราะอดีตแก้ไขไม่ได้
5)หนี้เพิ่ม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประสบกับปัญหาภาระหนี้ที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 ถึง 2 ปีกว่า ขาดสภาพคล่อง มาตรการยกระดับคุณภาพหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่สูงถึงเกือบร้อยละ 90 ของ GDP ควรดำเนินการทั่วประเทศในทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยออกแบบกลไกที่ธนาคารรัฐร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนให้ความรู้กับประชาชน เกษตรกร แรงงาน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการบริหารจัดการทางเงินและหนี้ที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่สร้างภาระจนเกินกำลังความสามารถ และแก้ไขหนี้เสีย หนี้นอกระบบไปด้วย ที่สำคัญ คือ การแก้ไขหนี้เสีย รหัส 21 คือ หนี้เสียในช่วงโควิด-19 ก่อนหน้านี้เป็นลูกหนี้ที่ดี ควรทำให้โอกาสฟื้นฟูสถานะของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แรงงานและประชาชนที่เป็นหนี้เสียในรหัสนี้อย่างเร่งด่วนให้กลับเข้าระบบเศรษฐกิจและสู่สภาวะปกติ
6)คนว่างงาน จากการประเมินของสภาพัฒน์ฯ บัณฑิตจบใหม่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงานไม่ต่ำกว่า 180,000 ราย ซีงภาครัฐควรมีแผนเชิงรุกนำบัณฑิตที่มีความต้องการทำงาน หรือ เป็นผู้ประกอบการ ยกระดับทักษะ สมรรถนะสร้างงาน สร้างอาชีพให้ตรงตามความต้องการของตลาด ขึ้นทะเบียนออนไลน์ช่วยเหลือจับคู่งานทุกจังหวัด และมีระบบส่งต่อในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการทำงานของนายจ้างให้คนตรงงาน งานตรงคน ซึ่งควรเป็นนโยบายที่ดำเนินการทั้งนักศึกษาที่อยู่ระหว่างศึกษา บัณฑิตจบใหม่ ผู้ประกันตนมาตรา 33 39 และ 40 (แรงงานและผู้ประกอบการในระบบประกันสังคม)
อีกทั้งยังใช้เป็นช่องทางจูงใจประโยชน์ของการเข้าระบบ เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆที่จำเป็นต่อการยกระดับรายได้อย่างยั่งยืน อาจใช้ช่องทางที่ต้องบูรณาการความร่วมมือหลายกระทรวงเพื่อร่วมมือขับเคลื่อน กระทรวงแรงงาน อาทิ แพลตฟอร์มไทยมีงานทำ คณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพประจำจังหวัด (กพรปจ.) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และดำเนินการโครงการเรียนรู้ตลอดชีวิต
รวมทั้งมีหน่วยงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเป็นหน่วยบ่มเพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สามารถใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพรองรับการออกแบบมาตรฐานวิชาชีพที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ แรงงาน และผู้ประกอบการ เป็นต้น เนื่องจากโจทย์ใหญ่ของประเทศ คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วัยแรงงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติพบกว่า แรงงานใน-นอกระบบที่มีการศึกษาประถมศึกษาและต่ำกว่ามีมากถึง 15.6 ล้านคน หรือ ร้อยละ 42 ของแรงงานทั้งหมด 37.5 ล้านคน
ขณะที่แรงงานการศึกษาระดับมัธยมศึกษา 13.4 ล้านคน หรือ ร้อยละ 36 และแรงงานระดับอุดมศึกษา 8.5 ล้านคน หรือ ร้อยละ 23 และ 7. เครดิตแรงงาน – ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รองรับการเพิ่มค่าแรงให้แรงงานตามทักษะ สมรรถนะ และเพิ่มรายได้ เครดิตการค้า สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่รวดเร็วขึ้นให้แรงงาน และเอสเอ็มอีอย่างเป็นระบบ ด้วย mSMEs – Man power credit scoring โดยใช้รูปแบบของการบูรณาการ ข้อ 6 มาผสานกับหน่วยงานธนาคารรัฐ กองทุน สสว กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เป็นต้น
ซึ่งสามารถต่อยอดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมี mSMEs Wallet ใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจ อาทิ ซื้อวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต จ่ายค่าเช่า ค่าแรงที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจเป็นการเพิ่มสภาพคล่องในระบบ รวมทั้งเป็นช่องทางในการรับชำระค่าสินค้าและบริการอีกด้วย ซึ่งอาจเน้นผู้ประกอบการรายย่อย และต้องบังคับใช้มาตรการ Credit term mSMEs ไม่ให้เป็นภาระผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการหาแหล่งทุนมาหมุนเวียนในกิจการ และเป็นต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น
3 ลูกระเบิดทำลายศก.ฐานราก :
นายแสงช้ย กล่าวอีกว่า ดังนั้น ทั้งธุรกิจและประชาชน เตรียมพร้อมรับมือ หรือ จะรอระเบิดเวลา 3 ลูกทำลายระบบเศรษฐกิจฐานรากไทยในอนาคต ใน 3 ด้าน คือ
1. หนี้ครัวเรือน
2. หนี้เสีย
3.หนี้นอกระบบ
เพราะความเหลื่อมล้ำจะถ่างห่างออกไปยิ่งขึ้น หาก 7 ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้รับการบริหารจัดการดูอย่างใกล้ชิดและเอาจริงเอาจัง จะพิจารณาได้จากสัดส่วน GDP SME ที่มีอยู่ราวๆเพียงไม่เกินร้อยละ 35 และรายย่อยมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 3 รายย่อมร้อยละ 14 และรายกลางร้อยละ 18 ตามลำดับ ต้องมีตัวชี้วัดเป้าหมายในการขับเคลื่อนสัดส่วน GDP SME เพิ่มขึ้น และขยายสัดส่วนให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีสัดส่วนกระจายรายได้ไปให้มากยิ่งขึ้น
ที่สำคัญ คือ การบ่มเพาะสร้างส่งเสริมให้โอกาสผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคการส่งออกที่มีนวัตกรรมในการประกอบธุรกิจรายใหม่ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และขยายมูลค่าตลาดไปยังภูมิภาคต่างๆของโลก รวมทั้งการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการในการสร้างระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง ตามที่ TDRI ฉบับที่ 165/2564 ได้ศึกษาเรื่องนี้ที่ต้องทบทวน 1,094 กระบวนงาน จะสามารถลดต้นทุนให้ภาครัฐและผู้ประกอบการกว่า 140,000 ล้านบาท แต่ยังไม่มีกลไกการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมชัดเจนนั้น คือ เร็วรอด ล่าช้าตาย
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 3 มกราคม 2565

