CEO OUTLOOK 2023 รับศึกเศรษฐกิจโลกขาลง
10 ซีอีโอ ติวเข้มทัพธุรกิจไทยสู้ศึกปี 66 บิ๊กสภาอุตฯแนะตุนเงินสำรองรับมือภาวะฉุกเฉิน หอการค้าฯจี้ปรับตัวรุก-รับเร็ว ลงทุนตลาดใหม่ อสังหาฯ ค้าปลีก ลุ้นจีนคัมแบ็ก เคลื่อนธุรกิจสู้ ศก.โลกขาลง
ปี 2566 เป็นอีกหนึ่งปีที่ภาคธุรกิจของไทยยังต้องเผชิญกับความผันผวน จากเกือบทุกสำนักพยากรณ์ทั่วโลกต่างวิเคราะห์ และฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่า โลกจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และในเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาจะเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ(Recession) จากอัตราเงินเฟ้อ ราคาอาหาร และพลังงานยังอยู่ในระดับสูง กระทบกำลังซื้อของประชาชนลดลง ขณะที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อให้ตํ่าลง ซึ่งจะส่งผลให้การค้าของไทยกับประเทศข้างต้นมีแนวโน้มชะลอ สัญญาณจากการส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2565 ติดลบ 2 เดือนซ้อน
ขณะที่มีปัจจัยบวกจากประเทศจีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับอับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ได้ประกาศเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566 ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ระหว่างไทยและจีนขยายตัวดีขึ้นจากปีก่อน ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อไร้จุดจบ ยังเป็นแรงกดดันราคาอาหารและพลังงานของโลกยังผันผวน อย่างไรก็ดีจากที่โลกยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก จะส่งผลต่อเนื่องถึงภาคธุรกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะตั้งรับหรือรุกอย่างไรนั้น ซีอีโอชั้นนำของประเทศได้ชี้แนะไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง
ตุนเงินสำรองรับมือฉุกเฉิน :
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ข้อแนะนำภาคธุรกิจในการรับมือกับเศรษฐกิจในประเทศ และเศรษฐกิจโลกขาลง ขอมองเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว หรือเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและทำให้ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ ได้แก่
1.การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลดค่าใช้จ่าย (LEAN) และบริหารสต๊อกสินค้า เพื่อลดต้นทุนการผลิต 2.บริหารความเสี่ยงทางการเงิน และมีการสำรองเงินทุนใช้ในยามฉุกเฉิน โดยจำเป็นต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียน ให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทธุรกิจ เพื่อความคล่องตัวของธุรกิจ 3.นำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาช่วยในการดำเนินธุรกิจ เช่น การใช้ E-Commerce การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยดำเนินธุรกิจมากขึ้น การนำข้อมูล Big data มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบสนองความต้องการของตลาด
4.การให้ความสำคัญกับการรักษาห่วงโซ่อุปทานในการผลิต หรือ Supply Chain Security โดยมีการกระจายแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะ Supply Chain Shortage และ 5.ยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน Upskill /Reskill เพื่อเป็นการเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ต่อไป
ส่วนที่ 2 เป็นการปรับตัวเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจ หรือสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต Next-GEN Industries ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve 2.การพัฒนาธุรกิจตามนโยบาย BCG Model โดยอาศัยจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพในการต่อยอดทางธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
3.การปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยปรับปรุงกระบวนการผลิตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอน ไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต การซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมทั้งมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและโอกาสของอุตสาหกรรมในอนาคต

มองหาโอกาสลงทุนตลาดใหม่ :
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากเศรษฐกิจโลกขาลง หลังจากนี้รูปแบบการค้าจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับรูปแบบธุรกิจของตนเองว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับการแข่งขันในปัจจุบันอยู่หรือไม่ รวมถึงการปรับกลยุทธ์ภายในองค์กรให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสถานการณ์ มีการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถแข่งขันและปรับตัวเข้ากับโลกปัจจุบัน
นอกจากนี้ การมองหาโอกาสด้านการค้า การลงทุนในตลาดใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ยังมีความจำเป็นเพื่อสร้างการเติบโต ส่วนนี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงจากประเทศคู่ค้าเดิมที่ต่างมีเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ตลอดจนควรเพิ่มผลิตภาพ ผลิตสินค้าที่ตรงตามความต้องการตลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุน และการใช้เครื่องมือประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
อีกประการคือการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกลุ่ม SMEs มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนให้สามารถแข่งขันได้ ภาคเอกชนในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ผนึกกำลังกับ TMA สร้าง Pilot Project นำร่องในปี 2566 เพื่อยกระดับ SMEs ไทย โดยได้จัดตั้ง สถาบัน Competitiveness ภายใต้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวให้เป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลใน SMEs กลุ่มต่าง ๆ ได้
เสนอราคาสินค้ารายไตรมาส :
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า คำแนะนำภาคธุรกิจ เฉพาะอย่างยิ่งผู้ส่งออกในการรับมือเศรษฐกิจโลกถดถอย ต้นทุนการผลิตพุ่ง มี 5 ข้อคือ 1.ต้องรับคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) อย่างเป็นทางการก่อนทำการผลิตจริง 2.ควรวางแผนการผลิต ตามสถานการณ์ทางการค้าในยุคการค้าที่มีความผันผวน ควรผลิตตามคำสั่งซื้อและทำการผลิตสินค้าสต๊อกตามสมควร ไม่มากจนเกินไป
3.จากค่าเงินบาท ณ ปัจจุบันที่ทิศทางยังผันผวน ควรเสนอราคาสินค้ารายไตรมาส เพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยตัวอย่างวิธีบริหารจัดการกับความเสี่ยงด้านความผันผวนทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เช่น การซื้อหรือขายสกุลต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract), การซื้อสิทธิ์ที่จะซื้อหรือขายเงินสกุลต่างประเทศล่วงหน้า และการฝากเงินตราต่างประเทศไว้ในประเทศไทย (FCD) 4.ให้ความสำคัญกับตลาดที่มีกำลังซื้อ เช่น กลุ่มตลาดตะวันออกกลาง และ 5.จำเป็นต้องมองในวงกว้างและความยืดหยุ่น มีการบริหารจัดการเรื่องการเงินและต้นทุนการผลิต รวมถึงประสิทธิภาพการผลิตให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ
ธปท.เร่งหาจุดสมดุลปรับนโยบาย :
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั่วถึงขึ้น โดยประมาณการเติบโตไว้ที่ 3.7% จากแรงส่งหลักของการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มเป็น 22 ล้านคนและรายได้แรงงานปรับดีขึ้น
สำหรับเงินเฟ้อทั่วไปได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 3 ปี 2565 ที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 7% และปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5.55% ในเดือนพฤศจิกายน และคาดว่า จะลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังปี 2566 ที่ระดับ 3.0% แต่ยังต้องติดตามการส่งผ่านต้นทุนและการปรับราคาพลังงานในประเทศ
ด้านการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.ในปี 2566 นั้น ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ , เสถียรภาพของราคาหรือเงินเฟ้อและเสถียรภาพระบบการเงิน หากสมดุลความเสี่ยงเปลี่ยนไปพร้อมปรับขนาดหรือเงื่อนเวลาการปรับนโยบายให้เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ธปท.จะให้ความสำคัญและเร่งขับเคลื่อนให้เห็นผลมี 4 เรื่องหลักคือ 1.การปรับนโยบายหรือมาตรการทางการเงินกลับสู่ภาวะปกติ และถอนมาตรการทางการเงินที่มีผลเป็นวงกว้าง 2. การแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน 3. การยกระดับภาคการเงิน เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เรื่อง Green 4. การวางฐานรากการเงินดิจิทัลนั้น ธปท. จะออกเกณฑ์โดยยึดหลักสมดุลระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรมและการบริหารความเสี่ยงใหม่ๆที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี
อสังหาฯ เน้นลดแลกแจกแถมต่อ :
ด้าน นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า จากของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล คือดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง รวมถึง ธปท.ไม่ต่อมาตรการ LTV ( อัตราส่วนการให้สินเชื่อโดยเทียบกับมูลค่าหลักประกัน ) โดยวัดจากอสังหาฯฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งอาจเป็นภาพลวงตา
สำหรับภาพรวมตลาดอสังหา ริมทรัพย์ปี 2566 มองว่า เข้าสู่ปีที่ยากลำบากรอบด้าน ทั้งความเปราะบางของกำลังซื้อในประเทศ เห็นได้จากการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินกว่า 40% ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากหนี้ครัวเรือนทำให้การเติบโตของอสังหาฯเป็นไปได้ช้า แต่ยังมีปัจจัยบวกหากการยกเลิก ผ่อนคลาย LTV พบว่ากำลังซื้อไม่กลับมา ธปท.อาจพิจารณาผ่อนคลายต่อได้
เอกชนต้องการเครื่องมือจากรัฐเพื่อช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ต่อเนื่องจากปี 2565 เพราะของขวัญปีใหม่ที่ได้รับจากรัฐบาล ทั้งการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ จาก 2% เหลือ 1% แต่เพิ่มขึ้น 100 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรการลดค่าโอนฯปี 2565 อยู่ที่ 0.01% ส่วนค่าจดจำนองยังลดหย่อนเท่าเดิมที่ 0.01 % โดยสรุปภาพรวมต่อการกระตุ้นอสังหาฯไม่มีปัจจัยเป็นบวก คงมีแต่ผลกระทบ ที่ผู้ประกอบการต้องใช้กลยุทธ์เอาตัวรอดลดแลกแจกแถมต่อไป
นอกจากนี้ต้องเปิดโครงการให้ตรงความต้องการ เร่งระบายสต๊อกในมือให้มากที่สุด ไม่ลดปริมาณการเปิดตัวโครงการใหม่ลง ที่สำคัญต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ต่าง ๆที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้ ส่วนปัจจัยบวกคือกำลังซื้อจากต่างชาติ โดยเฉพาะจีนที่เริ่มเดินทางออกนอกประเทศ จะช่วยเรื่องภาคท่องเที่ยว รวมถึงการกลับมาโอนฯ อสังหาฯในไทยและซื้อต่อเนื่อง
บริการ-ค้าปลีกชงรัฐฟื้นเศรษฐกิจ :
นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรก จะเป็นการฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง จากการเติบโตเชิงบวกของภาคท่องเที่ยว ที่จะสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจไทยให้โตต่อเนื่อง แต่การท่องเที่ยวจะเติบโตได้ รัฐบาลต้องช่วยยกระดับภาคบริการและค้าปลีกของไทย เพราะส่วนนี้ถือเป็น Back Bones ของการท่องเที่ยว เนื่องจากมี SMEs ในระบบกว่า 2.4 ล้านราย และมีการสร้างการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน
เพราะฉะนั้นหากภาคบริการและค้าปลีกแข็งแรง เครื่องยนต์ตัวเดียวของประเทศไทยคือภาคท่องเที่ยวก็จะแข็งแรงตามไปด้วย และจะส่งต่อโมเมนตัมที่ดีไปยังเศรษฐกิจโดยรวมของไทยในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้เซ็นทรัล รีเทล มองว่าปี 2566 จะเป็นปีแห่งโอกาสที่มาพร้อมกับความไม่แน่นอน ดังนั้นต้องถือโอกาสนี้ในการต่อยอดการขยายธุรกิจ และมองหาโอกาสในการสร้างการเติบโตในธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในทุก Segment ต่อไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน มี 4 เรื่อง ได้แก่ 1. การเร่งฟื้นกำลังซื้อ สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนไทยและต่างชาติ 2. ขอให้รัฐบาลช่วยยกระดับและออกมาตรการกระตุ้นภาคบริการและค้าปลีกของไทย ให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
3. ขอให้รัฐบาลใหม่ยังคงความต่อเนื่องและสานต่อโครงการต่าง ๆ ที่ดีอยู่แล้วให้เกิดขึ้นต่อไป 4. ขอให้ภาครัฐพิจารณาสิทธิพิเศษทางด้านภาษีสำหรับภาคเอกชน ที่ทำเรื่อง Green Transition เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระต้นทุนที่สูง และเอกชนสามารถลงทุนเพิ่มในการพัฒนา BCG ต่อไป
บิ๊กซีจี้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง :
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2566 ตลาดค้าปลีกน่าจะเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเทศกาล คริสต์มาส ปีใหม่ และตรุษจีนที่ปีนี้มาเร็วขึ้น ประกอบกับมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ช้อปดีมีคืน น่าจะช่วยทำให้ตลาดเติบโตได้ต่อไป
รวมถึงจากการที่จีน จะเปิดประเทศในวันที่ 8 ม.ค. 66 นี้จะส่งผลบวกต่อการท่องเที่ยวไทย จากก่อนหน้าหนี้นักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติไทยทั้งหมด ในส่วนของบิ๊กซี จะได้รับผลบวกค่อนข้างชัดเจน ซึ่งจะมาเสริมนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งปัจจุบันยอด

