กสิกรไทย คาดตรุษจีน เงินสะพัด 1.2 หมื่นล้าน ขยายตัวได้อีกครั้งในรอบ 3 ปี
เมื่อวันที่ 12 มกราคม รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเม็ดเงินใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนของคนกรุงเทพฯ ในปี 2566 จะอยู่ที่ประมาณ 12,330 ล้านบาท หรือขยายตัวราว 5.0% เมื่อเทียบกับตรุษจีนปีก่อน ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในรอบ 3 ปี โดยเป็นผลจากราคาสินค้าที่น่าจะปรับสูงขึ้นราว 3.5% เมื่อเทียบกับปี 2565 ทำให้คนระมัดระวังกับการใช้จ่าย โดยสำรองเงินซื้อเครื่องเซ่นไหว้เพิ่มขึ้น แต่ปรับลดการแจกอั่งเปาลง ขณะที่จำนวนคนกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วมกิจกรรมช่วงตรุษจีนอาจเพิ่มขึ้นราว 1.5% จากปีก่อน
โดยเฉพาะการกลับมาทำกิจกรรมท่องเที่ยว ทำบุญ ทานข้าวนอกบ้านมากขึ้น ซึ่งมีแรงหนุนจากสถานการณ์โควิดที่ผ่อนคลายและมาตรการช้อปดีมีคืน อย่างไรก็ตาม ภายหลังหมดเทศกาลตรุษจีนคาดว่าคนกรุงเทพฯ จะกลับมาวางแผนใช้จ่ายอย่างรัดกุมมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังสูง
รายงานระบุว่า ช่วงตรุษจีนปี 2566 ทิศทางราคาเครื่องเซ่นไหว้ส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับตรุษจีนปีก่อน จากปัจจัยต้นทุนการผลิตที่ยังสูง โดยเฉพาะผัก-ผลไม้บางรายการที่นิยมในช่วงตรุษจีนยังมีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% เช่น กล้วยหอมทอง ส้มเขียวหวาน ผักกาดขาว ขึ้นฉ่าย เป็นต้น ขณะที่กลุ่มเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ ราคาน่าจะปรับขึ้นราว 10% ส่วนเนื้อหมู แม้จะมีราคาย่อลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดในสุกร
โดยรวมแล้วราคาก็ยังยืนตัวสูงอาจส่งผลให้คนกรุงเทพฯ เผชิญปัจจัยกดดันมาจากราคาสินค้าที่มีแนวโน้มขยับสูงขึ้น สอดคล้องกับแบบสำรวจระบุว่า ปัจจัยที่กระทบกับพฤติกรรมการจับจ่ายในช่วงตรุษจีนปี 2566 มากที่สุด ได้แก่ ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น กำลังซื้อและค่าครองชีพ ตลอดจนความกังวลต่อการกลับมาระบาดอีกครั้งของโควิด ตามลำดับ
รายงานระบุว่า ขณะที่พฤติกรรมการใช้จ่ายช่วงตรุษจีนปี 2566 คนกรุงเทพฯ ยังเน้นวางแผนการใช้จ่ายให้เหมาะสมและรัดกุม เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันจากภาระค่าครองชีพที่สูง มีรายละเอียด
1)ค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดซื้อเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของเทศกาล แม้ระดับราคาสินค้าปรับสูงขึ้น แต่ภาพรวมยังคงมีการสำรองงบประมาณการใช้จ่ายส่วนนี้เป็นหลัก เพราะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น
2)ค่าใช้จ่ายเพื่อท่องเที่ยว/ทำบุญ/ทานข้าวนอกบ้าน คนกรุงเทพฯ บางส่วนวางแผนทำกิจกรรมในส่วนนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่นๆ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่ภายใต้งบประมาณที่ได้จัดสรรไว้ ซึ่งน่าจะชดเชยกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ปรับลดลง อาทิ การแจกอั่งเปา/ทองและ
3)ค่าใช้จ่ายเพื่อแจกอั่งเปา/ทอง คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่พยายามปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงมากที่สุดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ทั้งจำนวนเงินและจำนวนผู้ให้ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและกำลังซื้อที่มีจำกัด
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 12 มกราคม 2566

