ตรุษจีนคึกคัก! "หอการค้า" คาดเงินสะพัด 4.5 หมื่นล้าน ใช้จ่ายฟื้นสูงสุดในรอบ 3 ปี
เมื่อวันที่ 19 มกราคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจทัศนะของผู้ประกอบการและประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2566 โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,250 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9-15 มกราคม 2565
จากผลสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 55% ไม่ไหว้เจ้า ส่วน 49% ไหว้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ไหว้ 38.1% โดยคาดว่าเงินสะพัด 45,017.17 ล้านบาท เป็นมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2563-2565 อัตราการขยายตัวที่ 13.60% กลับมาเป็นบวกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2563-2566 และเป็นการขยายตัวสูงสุดตั้งแต่ทำการสำรวจตั้งแต่ปี 2552-2566 รวม 15 ปี ซึ่งตรุษจีนปีนี้ตรงกับวันหยุดจึงส่งเสริมให้บรรยากาศคึกคักจากการซื้อของไหว้ การให้อั่งเปา แตะเอีย และการท่องเที่ยว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายเงินโดยกลุ่มตัวอย่าง 38.4% ตอบว่าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าแพงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น และได้รับโบนัสเพิ่มขึ้น รวมถึงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทำให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น สอดคล้องกับราคาของเซ่นไหว้ปี 2566 เมื่อเทียบกับปี 2565 พบว่าส่วนใหญ่ 36.6% ตอบว่าราคาแพงขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม แม้ราคาแพงขึ้นแต่ยังมีการซื้อสินค้าเซ่นไหว้ตามปกติ เนื่องจากเทศกาลมี 1 ครั้งต่อปี ทั้งนี้ บรรยากาศความคึกคักส่วนใหญ่ 55.1% ยังคงเดิม และ 39.9% ตอบว่าคึกคักมากกว่าปีก่อน
ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีการจำหน่ายสินค้าไหว้เจ้า มองว่าบรรยากาศการเทศกาลตรุษจีนปี 2566 ส่วนใหญ่ 42.2% ตอบว่าคึกคักมากกว่าปี 2565 และ 40.4% ตอบว่าจะคึกคักเท่ากับปีที่ผ่านมา และได้สำรวจด้านค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตอบว่าไม่เปลี่ยนแปลง 37.6% และเพิ่มขึ้น 35% จึงทำให้ผู้ประกอบการเตรียมสินค้าเพื่อจำหน่ายมากขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่ตอบ 28.6% ด้วยเหตุผลแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะเดียวกันเหตุผลที่ทำให้การใช้จ่ายลดลงส่วนใหญ่ 25.6% เป็นการลดค่าใช้จ่าย
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยอยู่ช่วงกำลังฟื้นตัว แต่เป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบรูปตัว K (K-Shaped Recovery) หรือการฟื้นตัวที่ไม่สมดุลส่งผลให้กำลังซื้อจะมีมากในระดับชนชั้นกลางขึ้นไป ขณะที่คนมีรายได้ปานกลางและน้อยยังระมัดระวังการใช้จ่าย เนื่องจากมีปัญหาหนี้ครัวเรือนและเผชิญปัญหาหนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการใช้จ่ายไม่คล่องตัว โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 39.1% ตอบมีหนี้เท่าเดิม 32.7% มีหนี้เพิ่มขึ้น และ 15.4% มีหนี้ลดลง
ขณะที่สำรวจเรื่องโครงสร้างพบว่าผู้ที่มีรายได้น้อยจะมีหนี้มากกว่ารายได้ ส่วนใหญ่ตอบ 34.8% กลุ่มมีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน รองลงมา 28.6% รายได้ 5,000-10,000 บาท และ 33.8% รายได้ 10,001-20,000 บาท และในกลุ่มคนเหล่านี้ยังพบว่าส่วนใหญ่มีหนี้เพิ่มขึ้นพอๆ กับรายได้ ส่วนผลจากภาระหนี้สินในปัจจุบันในกลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท ระบุว่า 21.7% ทำให้ความเป็นอยู่แย่ลงมาก และ 21.7% แย่ลง ส่วนกลุ่มรายได้ 5,000-10,000 บาท ตอบว่า 19.8% ทำให้ความเป็นอยู่แย่ลงมาก และ 35.2% แย่ลง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะที่ความกังวลหลังจากไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวจีน ส่วนใหญ่ 7.58% กังวลเรื่องการไม่มีมาตรการป้องกัน/รองรับการแพร่ระบาดโควิดของภาครัฐ ซึ่งประเด็นนี้กลุ่มประชากรเอเชียมีคงามกังวล หากจีนเปิดประเทศแล้วการแพร่เชื้อจะเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันก็เป็นการตรวจสอบว่าหสกเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้วจะมีผลต่อสถานการณ์โควิดหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะเห็นชัดเจนช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ที่หากไม่มีการแพร่กระจายของโควิดอย่างรุนแรงจะส่งผลให้การทีองเที่ยวไทยโด่ดเด่นมากขึ้น แม้ขณะนี้การท่องเที่ยวไทยจะโด่แเด่นอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งต้องระวังการแพร่ระบาด
อย่างไรก็ตาม หลังจากนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย ส่งผลให้การท่องเที่ยวดีขึ้น จากกลุ่มตัวอย่างลงความเห็นประโยชน์จากการเปิดรับนัดท่องเที่ยวจีน 7.42% ช่วยการท่องเที่ยวในจังหวัดดีขึ้น ส่งผลให้เกิดความคึกคักในทุกด้าน อาทิ เศรษฐกิจดีขึ้น เกิดการจ้างงานมากขึ้น และการค้าขายดีขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยวดีขึ้นอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ประชาชนขอพรในช่วงตรุษจีนปี 2566 โดยอันดับ 1.ขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ หายจากอาการประชวรในเร็ววัน 2.ขอให้พระราชินีในรัชกาลที่ 9 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์มีพลานามัยแข็งแรง 3.ขอให้ฐานะทางการเงินดีขึ้น 4.ขอให้สุขภาพแข็งแรง 5.ขอให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตรวมถึง 6.ขอให้มีโชคลาภ และ 7.การงานที่มั่นคงต่อไป
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 19 มกราคม 2566

