เศรษฐกิจฟื้น-ราคาพลังงานลง ดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคสูงสุดรอบ 39 เดือน
ม.หอการค้าฯ เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. 66 แตะ 55.7 สูงสุดรอบ 39 เดือน รับเศรษฐกิจฟื้น-ราคาพลังงานลดลง แต่ยังมีความกังวลแฝงการเมืองลากยาว ค่าครองชีพที่ยังทรงตัวสูงโดยเฉพาะค่าไฟฟ้า รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สถาบันการเงินของโลก และเศรษฐกิจโลก
วันที่ 8 พฤษภาคม 2566 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคม 2566 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 40.5 เพิ่มขึ้นจากระดับ 39.5 เมื่อเดือนก่อนหน้า และเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 39 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 50.2 52.8 และ 64.2 ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนเมษายน ที่อยู่ในระดับ 49.4 52.0 และ 63.6 ตามลำดับ
นายธนวรรธน์กล่าวว่า จากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ตลอดจนบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่คึกคักทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ปรับตัวดีขึ้น
ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวลดลงทำให้ประชาชนรู้สึกผ่อนคลายเรื่องค่าครองชีพลง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นทุกรายการอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการจัดตั้งและเสถียรภาพทางการเมืองรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ค่าครองชีพที่ยังทรงตัวสูงโดยเฉพาะค่าไฟฟ้ารวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สถาบันการเงินของโลก เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน
ตลอดจนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า ซึ่งส่งผลลบต่อการส่งออกของไทยทำให้การส่งออกในช่วงนี้หดตัวลง และมีผลกระทบในเชิงลบต่อกำลังซื้อของประชาชนในทุกภูมิภาค การจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 53.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 51.9 โดยเป็นระดับที่เกิน 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 นับจากมีนาคม 2566 แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มกลับสู่สภาวะปกติแล้ว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะเกิดสถานการณ์โควิด
นายวชิรกล่าวว่า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2566 แยกตามภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 52.7 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 53.8 ภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 56.1 โดยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และเป็นภูมิภาคแรกที่มีดัชนีความเชื่อมั่นต่อเนื่องกันสูงเกินระดับ 50 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 53.0 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 53.7 และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 52.5
นายวชิรกล่าวอีกว่า ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ และการดำเนินการแก้ไข ดังนี้
1.ความกังวลของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำซึ่งจะกระทบกับต้นทุนของธุรกิจเป็นส่วนมาก จึงอยากให้มีการพิจารณาหาวิธีที่เหมาะสมร่วมกัน
2.การปรับลดต้นทุนสทางด้านธุรกิจต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน
3.ความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และความพร้อมในการขับเคลื่อนการทำงานของภาครัฐ
4.กระจายความเจริญของเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ให้มีความสามารถในการแข่งขันทัดเทียมกับเมืองใหญ่
5.ควบคุมป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นของหน่วยงานภาครัฐ และ
6.ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มกลับมาสูงขึ้น
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 8 มิถุนายน 2566

