นักวิชาการมองตั้งรัฐบาลช้าหรือเร็ว ผลดึง-ดันศก.มีน้อย แต่ฉุดความเชื่อมั่นแน่นอน
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า การจัดตั้งรัฐบาล ทุกฝ่ายอยากเห็นความชัดเจนออกมาให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ แต่แม้จัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป ผลกระทบต่อเศรษฐกิจก็อาจไม่ได้มีมากอย่างที่กังวลกัน เพราะขณะนี้แม้จัดตั้งรัฐบาลได้ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ แต่งบประมาณประจำปี 2567 ที่จะล่าช้าออกไปอย่างน้อย 3-6 เดือน หรือน่าจะอนุมัติได้ในปี 2567 เป็นต้นไป เพราะต้องมีการปรับใหม่ตามการพิจารณาของรัฐบาลใหม่ รวมถึงหากพรรคก้าวไกล แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่เสนอเป็นงบประมาณฐานศูนย์ จะต้องจัดทำรายละเอียดใหม่ทั้งหมด กว่างบประมาณใหม่จะได้จึงล่าช้าออกไป ทำให้รัฐบาลจะจัดตั้งได้เร็วมากเท่าใด แต่เมื่อถูกจำกัดด้วยงบประมาณก้อนเดิม การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คงไม่ได้มีผลแง่บวกมากนัก
“ความหวังของทั้งประชาชนและภาคเอกชนคือ เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้ว ก็จะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการดำเนินตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งหากมองเงื่อนเวลาที่ล้อมอยู่ ไม่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในเดือนสิงหาคม หรือกันยายนนี้ แต่กว่าจะได้ใช้งบประมาณใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำนโยบายต่างๆ จะเป็นช่วงต้นปี 2567 เป็นต้นไป ทำให้ผลกระทบของการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ามีค่อนข้างน้อย แม้อาจมีบ้างในช่วงสั้น ที่หากเข้ามาได้เร็วก็อาจใช้งบประมาณเก่าที่เหลืออยู่ทำอะไรได้ก่อน แต่เพราะงบประมาณที่เหลืออยู่ก็มีน้อย ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงมีค่อนข้างจำกัด” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า ความกังวลในตอนนี้คือ การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางการเมืองของไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากเสียงข้างน้อยมีจำนวนประมาณ 188 เสียงที่ได้ไป เทียบกับเสียงข้างมากประมาณ 300 กว่าเสียงนั้น ต่อให้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ แต่จะหางูเห่าในพรรคใดมาช่วยได้ครบ 250 เสียง ในกรณีที่สามารถจัดตั้งได้เพราะมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ช่วยกดเสียงให้ แต่การเป็นรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพนั้นจะต้องมีเสียงข้างมาก เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านมีพลังในการอภิปรายมากกว่าเกินไป รวมถึงการผ่านงบประมาณต่างๆ ก็อาจผ่านไม่ได้ง่ายเท่าที่ควร
นายสมชาย กล่าวว่า ปัญหาของรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะมีตามมาอีกมาก อย่างแรกเลยคือ การขาดเสถียรภาพ กระทบกับการบริหารประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หรือพูดง่ายๆ คือ ทำงานได้ลำบาก รวมถึงความชอบธรรมของรัฐบาลจะถูกกระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเสียงข้างมาก 300 กว่าเสียงที่ได้ไปจากประชาชน แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เสียงข้างน้อยกลับพยายามจัดตั้งรัฐบาลและดันตั้งได้นั้น จะก่อให้เกิดการเมืองนอกสภาอย่างแน่นอน และจะขยายตัวมากขึ้น
นายสมชาย กล่าวต่อว่า การเมืองนอกสภา หรือการชุมนุมประท้วงต่างๆ ส่วนนี้ต่างหากที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ในแง่เศรษฐกิจคือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทย ที่อาจประเมินทิศทางการทำธุรกิจได้ยาก และชะลอการลงทุนออกไป รวมถึงนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในไทยแล้วหรือกำลังวางแผนจะเข้ามา ส่วนนี้กระทบในแง่ความเชื่อมั่นแน่นอน แต่ก็คงไม่ได้มากนัก เพราะต้องยอมรับว่าไทยมีการเมืองนอกสภามาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ได้มองในระยะสั้นๆ แต่มองภาพแนวโน้มในระยะยาวและความเสี่ยงต่างๆ ตั้งรอไว้แล้ว รวมถึงแง่บรรยากาศของประชาชนในประเทศด้วย
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 18 มิถุนายน 2566

