ม.หอการค้าฯ ชี้ เบิกจ่ายงบล่าช้า ฉุดจีดีพี 66 โต 2.5% ลุ้นนโยบายรัฐดันศก.ปี 67 ทะลุ 3.2%
เมื่อวันที่ 2 มกราคม ที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2566-2567 ว่า เศรษฐกิจในปี 2566 ถือเป็นปีที่มีเรื่องผิดคาดค่อยข้างมาก จากเดิมที่คาดกาณ์ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 3-3.5% แต่จากปัญหาของการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่แรงและเร็ว ส่งผลให้ช่วงต้นปี 2566 เศรษฐกิจโลกค่อนข้างซึมตัว โดยเฉพาะจีน ที่ฟื้นจะวิกฤตโควิดไม่ทันประเทศอื่นๆ ซึ่งกระทบกับการส่งออกโดยตรง และปัจจัยภายนอกประเทศอย่างสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส
นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 รวมถึงในช่วงปลายเดือนมีนาคม-กันยายน 2566 เราไม่มีรัฐบาลตัวจริง มีเพียงรัฐบาลรักษาการที่กินเวลากว่า 120 วัน ทำให้ในช่วงดังกล่าวไม่มีงบประมาณแผ่นดินเข้ามาขับเคลื่อนประเทศในเรื่องของการลงทุนเลย เป็นผลให้ทั้งปี 2566 จีดีพีไทยเติบโตเพียง 2.5% ซึ่งพระเอกที่ยังทำให้เศรษฐกิจไทยในปีดังกล่าวขับเคลื่อนได้ คือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ที่มีส่วนช่วยผลักดันจีดีพีให้ยังเติบโตแม้จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนการคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 3.2% (ยังไม่รวมผลของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต) ซึ่งรวมในส่วนของมาตรการ Easy E-Receipt เข้าไปแล้วโดยประเมินว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 62,400 ล้านบาท หรือผลักดันให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 29,131 ล้านบาท หรือ 0.15%
สำหรับครึ่งปีแรกคาดว่าจีดีพีจะโตอยู่ที่ 3.3% ส่วนครึ่งปีหลังโต 3.1% ขณะที่การส่งออกทั้งปี คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 3% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 2% ภายใต้ 3 จุดที่ต้องติดตาม คือ 1.เสี่ยง ยังเป็นในเรื่องของสงครามอิราเอลกักลุ่มฮามาส ที่ยังมีแนวโน้มรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงกับการเดินเรือบริเวณทะเลแดง รวมถึงเรื่องความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ และรัสเซียกับยูเครน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในปี 2567 เปราะบาง
นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า 2.ลุ้น อาทิ เรื่องนโยบายของดิจิทัลวอลเล็ต ว่าจะผ่านการพิจารณาของณะกรรมการกฤษฎีกา และสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ หากผ่านและมีประชาชนลงทะเบียนครบ 100% จะช่วยผลักดันจีดีพีปี 2567 ให้เติบโตเป็น 4.5% ขณะที่ การเมืองไทย มองว่ายังมีเสถียรภาพ การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2567 คาดว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล และ 3.ตื่น คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนานาชาติ โลกจะเปลี่ยนจากนโยบายการเงินการคลังแบบตึงตัวมาเป็นผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากที่เงินเฟ้อโลกเริ่มชะลอตัวลง โดยเฉพาะต้องจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน และญี่ปุ่น ซึ่งมาตรการที่ออกมานี้ จะสร้างความตื่นเต้น ตื่นตระหนก หรือตื่นกลัวให้กับเศรษฐกิจโลก
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากสุดท้ายแล้ว รัฐบาลไม่สามารถผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทได้ รัฐบาลจะต้องใช้งบกลางให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมองว่ารัฐบาลควรนำงบกลางไปใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้
“หากไม่มีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต รัฐบาลควรใช้งบกลางให้คุ้มค่าที่สุด เอาไปช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน ทำโครงการต่าง อาทิ สร้างแหล่งน้ำชุมชนเพื่อป้องกันภัยแล้งน้ำท่วม ทำโครงการพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องที่ และเป็นการชดเชยเม็ดเงินที่หายไปจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกด้วย” นายธนวรรธน์ กล่าว
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 2 มกราคม 2567

