"เน็ตฟลิกซ์" เล็งถ่ายหนังในไทย ดันซอฟต์เพาเวอร์สู่สายตาชาวโลก ปั้นมูลค่า 2 พันลบ.
นายอุดม มัตสยะวนิชกูล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้เห็นบริษัท เน็ตฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด มีความสนใจในการเข้าถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย โดยได้มีการหารือเกณฑ์เบื้องต้นแล้ว โดยภาพยนตร์ต่างประเทศที่มีเงินลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 50 ล้านบาท ผ่านการส่งเสริมซอฟต์เพาเวอร์ของไทย และภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ จะได้ส่วนลดเพิ่มเติม 2% โดยตั้งแต่ 1 มกราคม – ตุลาคม 2565 มีกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยแล้ว จำนวน 247 เรื่อง สร้างรายได้กว่า 2,660 ล้านบาท
นายอุดม กล่าวว่า ปัจจุบันเน็ตฟลิกซ์มีภาพยนตร์ที่กำลังถ่ายทำอยู่ในไทยจำนวน 2 เรื่อง รวมถึงมีแนวโน้มที่จะร่วมงานกับทางกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาภาพยนตร์ได้เลือกโลเกชั่นในไทยเพื่อถ่ายทำและกำลังฉายบนเน็ตฟลิกซ์อยู่ตอนนี้ อาทิ ถ้ำหลวงภารกิจแห่งความหวัง, FUSTFUL OF VENGEANCE
นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายการผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ ในด้านอาหาร เทศกาลประเพณี ภาพยนตร์ การออกแบบ แฟชั่น และมวยไทย เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในเวทีโลก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย ผ่านการกำหนดคืนเงินให้กับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างชาติที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กว่า 100 โครงการ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
นายอิทธิพล กล่าวว่า เพื่อให้ทิศทางของซอฟต์เพาเวอร์เกิดความชัดเจนมากขึ้น จำเป็นต้องดำเนินงานผ่านโครงการสำคัญต่างๆ อาทิ การจัดตั้งกองทุน เพื่อให้เกิดการร่วมลงทุนมากขึ้น และการดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ให้กับผู้สร้าง โดยจากสถิติภาพรวมซอฟต์เพาเวอร์ของไทยที่รวมทั้งการท่องเที่ยว อาหาร เสื้อผ้า ประเพณี อยู่ที่ประมาณ 9.3% ของจีดีพี ซึ่งกระทรวงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้ได้เพิ่มอีก 15% โดยจะมีการวางแผนผ่านยุทธศาสตร์ระยะสั้นภายใน 3-5 ปี ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงชุม ยังได้รับความนิยมน้อย ซึ่งมีเพียง 2% ของจีดีพี โดยกระทรวงได้ปรับวิสัยทัศน์ให้เป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดมูลค่าจากชุมชนด้วย ซึ่งปี 2564 เกิดรายได้สะพัด 1,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2566 จะพยายามผลักดันให้มีรายได้สะพัด 2,000 ล้านบาท
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 10 ตุลาคม 2565

