เอสเอ็มอีอ่วม! เจอวิกฤตรุมซ้ำซ้อนจากสงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ แนะใช้ซอฟต์โลน-พัฒนาศักยภาพ
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจต่อเอสเอ็มอี ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุดภายใต้ภาวะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กำลังกลายเป็น ‘วิกฤตรุมกระหน่ำซ้ำซ้อน’ จากสงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติการค้า การเงิน พลังงาน เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกผันผวนและกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงด้านต้นทุนและกำลังซื้อ
นายแสงชัยกล่าวว่า จากข้อมูลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยนี้สูงถึง 96.7% โดยกว่าครึ่งได้รับผลกระทบในระดับปานกลางถึงรุนแรง สะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกอย่างมีนัยสำคัญ วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อ ‘สายป่าน’ ธุรกิจอย่างรุนแรง โดยพบว่าเอสเอ็มอีถึง 1 ใน 5 หรือประมาณ 21.3% มีสภาพคล่องประคองธุรกิจได้ไม่เกิน 3 เดือน ขณะที่อีกกว่า 59.1% อยู่ได้เพียง 3-6 เดือนเท่านั้น เนื่องจากต้องเผชิญกับรายได้ที่หดตัวตามกำลังซื้อที่ลดลงทันที ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และสาธารณูปโภคที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าได้ โดยมีเพียง 1.5% เท่านั้นที่ปรับราคาได้เต็มที่ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องแบกรับภาระจนเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสีย (NPL) และอาจถูกบีบให้เข้าสู่กงจักรหนี้นอกระบบ
นายแสงชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ เอสเอ็มอียังเผชิญ 4 แรงกดดันหลักที่ฉุดศักยภาพการแข่งขัน ทั้งด้านสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่แน่นอน ต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีรวมถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยผลสำรวจระบุว่าผู้ประกอบการกว่า 92% ยังไม่มีแนวทางบริหารต้นทุนทางการเงินที่ชัดเจน ส่วนใหญ่ทำได้เพียงขอผ่อนผันหรือพักชำระหนี้ และบางส่วนเริ่มมีการปิดกิจการชั่วคราวหรือขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
นายแสงชัยกล่าวว่า ภาครัฐต้องเร่งนำนวัตกรรมนโยบายการเงินมาใช้เพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะมาตรการ Soft Loan ที่ต้องเดินคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน พร้อมเสนอให้ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเชิงยุทธศาสตร์เพื่อบริหารความเสี่ยง เพราะโจทย์ใหญ่ของประเทศไม่ใช่แค่การประคองธุรกิจให้รอดไปวันๆ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เอสเอ็มอีเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางโลกที่ผันผวนและแข่งขันสูง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนภายใต้ความเชื่อมั่นและความสามัคคี
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569

