แร่มี...แต่จีนไม่ส่งออก ดันราคาแร่หายาก ‘พุ่ง 8 เท่า’
จีนกำลังใช้ ‘แร่หายาก’ เป็นอาวุธทางการค้า หลังจำกัดการส่งออกจนราคานอกประเทศ ‘พุ่งกว่า 8 เท่า’ สะเทือนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีทั่วโลก ขณะที่จีนยังคงกุมอำนาจเหนือห่วงโซ่อุปทานสำคัญนี้ไว้แน่น
การจำกัดปริมาณส่งออก “แร่หายากของจีน” กำลังสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีทั่วโลก หลังราคานอกประเทศจีนพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ แพงขึ้น “กว่า 8 เท่า” ขณะที่ราคาภายในจีนกลับขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย สะท้อนอำนาจจีนในฐานะผู้ครองห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญของโลก
ข้อมูลจาก Argus Media ระบุว่า ณ วันที่ 9 กรกฎาคม ราคา “ดิสโพรเซียม” (Dysprosium) ในยุโรป ซึ่งเป็นแร่หายากชนิดหนักที่ใช้ผลิตแม่เหล็กถาวรสำหรับมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า อยู่ที่ 2,250 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น “ราว 8 เท่า” จากช่วงก่อนที่จีนเริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในเดือนเมษายน 2568
ขณะที่ “เทอร์เบียม” (Terbium) ซึ่งเป็นแร่สำคัญอีกชนิดสำหรับมอเตอร์อีวี ก็มีราคาพุ่งขึ้นมาก “กว่า 5 เท่า” ในช่วงเวลาเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ราคานอกจีนจะทะยานอย่างรุนแรง แต่ราคาภายในจีนกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ดิสโพรเซียมในจีนมีราคาเพียง 270 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 1 ใน 8 ของราคายุโรป และเพิ่มขึ้นไม่ถึง 20% เมื่อเทียบกับก่อนการควบคุมการส่งออก
สาเหตุสำคัญมาจากจีนเป็น “ผู้ผลิตแร่หายากเกือบทั้งหมดของโลก” ทำให้ปริมาณแร่ในประเทศยังเพียงพอ ขณะที่อุปทานที่ส่งออกไปต่างประเทศกลับถูกจำกัด ส่งผลให้ตลาดโลกเผชิญภาวะขาดแคลนทันที
ผู้ค้ารายหนึ่งในอุตสาหกรรมแร่หายากระบุว่า ตราบใดที่การส่งออกจากจีนยังอยู่ในระดับต่ำ ราคาภายในประเทศก็มีโอกาสเคลื่อนไหวไม่มาก เพราะอุปทานยังล้นตลาดในประเทศ
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า สำหรับ “ญี่ปุ่น” ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการของจีน โดยข้อมูลศุลกากรจีนยังแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ จีนแทบไม่มีการส่งออกสินค้าที่มีคำว่า “ดิสโพรเซียม” ไปยังญี่ปุ่นเลย หลังประกาศเข้มงวดการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร
ผลที่ตามมาคือ ผู้ผลิตญี่ปุ่นต้องหันไปจัดหาวัตถุดิบจากสหรัฐและยุโรป แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่ามาก ขณะที่บริษัทในประเทศอื่น ๆ ก็เร่งสะสมสต็อกเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอุปทาน
แม้ตลาดโลกจะเผชิญภาวะขาดแคลน แต่กำลังการผลิตของจีนแทบไม่ได้ลดลง ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า จีนผลิตแร่หายากได้ประมาณ 270,000 ตัน ในปีที่ผ่านมา ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “แร่ไม่พอ” แต่เป็นเพราะ “แร่ไม่ถูกส่งออก” นั่นทำให้มาตรการควบคุมการส่งออกของจีน มีลักษณะคล้ายการควบคุม “ก๊อกน้ำ” ของตลาดโลก คือยังสามารถผลิตได้ตามปกติ แต่เลือกจำกัดปริมาณที่ไหลออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ แรงกดดันด้านราคาและความไม่แน่นอนของอุปทาน ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้แร่หายากน้อยลง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Nissan ซึ่งลดการใช้แร่หายากชนิดหนักในมอเตอร์ของ Leaf รุ่นใหม่ ลงมากกว่า 90% เมื่อเทียบกับรุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2553
โยชิคิโยะ ชิมามิเนะ นักวิจัยอาวุโสจาก Dai-ichi Life Research Institute ระบุว่า จีนมีแนวโน้มจะยังคงรักษามาตรการควบคุมแร่หายากต่อไป เพราะมองว่าแร่เหล่านี้เป็น “ไพ่ต่อรองทางการทูต” ที่มีประสิทธิภาพ
นั่นหมายความว่า ต่อให้ราคาภายในจีนยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ประเทศต่าง ๆ ก็ยังต้องเผชิญความท้าทายในการเข้าถึงแร่หายากเหล่านี้
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 22 กรกฏาคม 2569

