ในหลวงเสด็จฯเยือนเวียดนาม เอกชนชี้ 50 ปีสัมพันธ์ หนุนจับมือสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่
✅ KEY POINTS
* การเสด็จฯ เยือนเวียดนามของในหลวงในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและวางรากฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว
* ภาคเอกชนมองว่าเป็นโอกาสยกระดับความสัมพันธ์จากการเป็นคู่ค้า สู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานและเทคโนโลยีแบบบูรณาการร่วมกัน
* มุ่งเน้นความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14–16 กันยายน 2569 ในวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม เปิดจังหวะสำคัญให้สองประเทศต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ โดยภาคเอกชนมองว่า จากฐานการค้าและการลงทุนที่มีอยู่ ไทยและเวียดนามมีโอกาสขยับจากการเป็นคู่ค้า สู่การจับมือสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจร่วม ตั้งแต่การผลิต เทคโนโลยี พลังงาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงภูมิภาค
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 14–16 กันยายน 2569 ตามคำทูลเชิญของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเป็นวาระสำคัญในโอกาสครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะปี 2569 เป็นวาระ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2519 ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพิ่งได้รับการยกระดับเป็น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership)
ในมุมมองของภาคเอกชน การเยือนระดับสูงสุดดังกล่าวสะท้อนถึงความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระยะยาวที่อยู่เหนือวัฏจักรทางการเมืองของรัฐบาลแต่ละชุด และช่วยสร้างพื้นฐานให้ความร่วมมือระหว่างประชาชน ภาคธุรกิจ และสถาบันของทั้งสองประเทศมีความต่อเนื่อง
✅ สร้างความเชื่อมั่น ลงทุนระยะยาว
นายสนั่นมองว่า ผลสำคัญในเชิงเศรษฐกิจคือ ผลจากความเชื่อมั่น (Confidence Effect) เพราะนักลงทุนต้องการเห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งมีอายุโครงการ 20–30 ปี ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estate) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) พลังงาน (Energy) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
เมื่อความสัมพันธ์ระดับประเทศมีความแข็งแรง ความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและภาคธุรกิจก็มีฐานที่จะเดินหน้าต่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจต่อการลงทุนระยะยาว และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศขยายความร่วมมือได้กว้างกว่าเดิม
ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามมีฐานเศรษฐกิจรองรับอยู่แล้ว โดยในปี 2025 การค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีเงินลงทุนจดทะเบียนสะสมในเวียดนามประมาณ 15,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสองประเทศไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มีขนาดใหญ่พอที่จะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) พลังงาน ดิจิทัล (Digital) และนวัตกรรม (Innovation) ได้ทันที
✅ จากคู่ค้า สู่ห่วงโซ่ผลิตร่วม
นายสนั่นระบุว่า โอกาสสำคัญจากการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และการยกระดับเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน คือการเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจาก ความสัมพันธ์ด้านการค้า (Trade Relationship) ไปสู่ ห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการ (Integrated Supply Chain)
นั่นคือ ไทยและเวียดนามไม่ควรมองความสัมพันธ์เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ควรขยับไปสู่การร่วมกันผลิตและส่งออก ใช้จุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศมาเสริมกัน เพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิตที่แข็งแรงและมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมีความลึกมากขึ้น จากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างทำธุรกิจในตลาดของกันและกัน ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน ซึ่งจะเปิดพื้นที่ให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือในอุตสาหกรรมใหม่
✅ จับมือเทคโนโลยี ดันอุตสาหกรรมใหม่
อีกมิติที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลง คือการขยับจาก การลงทุนแบบดั้งเดิม (Traditional Investment) ไปสู่ หุ้นส่วนด้านเทคโนโลยี (Technology Partnership) โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) การบิน (Aviation) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) และพลังงานสะอาด (Clean Energy)
นายสนั่นมองว่า ความร่วมมือในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้จะเป็นอีกฐานสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และทำให้ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามก้าวไปไกลกว่ารูปแบบการค้าและการลงทุนในอดีต ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศยังสามารถต่อยอดความร่วมมือไปสู่การเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค โดยเปลี่ยนจาก การเชื่อมโยงระดับทวิภาคี (Bilateral Connectivity) ไปสู่ การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Connectivity) เชื่อมไทย–ลาว–เวียดนาม และระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) เข้ากับจีนตอนใต้และตลาดโลก

✅ เชื่อมไทย–ลาว–เวียดนาม สู่ตลาดโลก
นายสนั่นกล่าวว่า ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และแนวทาง สามเชื่อม (Three Connects) ที่รัฐบาลไทยและเวียดนามกำหนดไว้แล้ว โดยครอบคลุมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีใหม่
การเชื่อมโยงไทย–ลาว–เวียดนามจึงมีโอกาสขยายจากความร่วมมือระหว่างสองประเทศไปสู่เครือข่ายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่
ในมุมนี้ หากไทยและเวียดนามสามารถนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาผนวกกัน ทั้งด้านการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงภูมิภาค ก็จะช่วยเพิ่มขนาดและขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และสร้างอำนาจต่อรองได้มากกว่าการแข่งขันกันเพียงลำพัง
✅ สร้างเศรษฐกิจโตคู่ สู่ความยั่งยืน
อีกมิติสำคัญคือการเปลี่ยนจาก การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) ไปสู่ การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) โดยมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือในด้านนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industrial Estate) พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) การลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Reduction) และเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG)
นายสนั่นมองว่า แนวทางดังกล่าวจะเป็นฐานของความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพราะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะด้านต้นทุน แต่ต้องสามารถตอบโจทย์เทคโนโลยี พลังงาน และความยั่งยืนควบคู่กัน
ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนเวียดนามในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ จึงมีโอกาสเป็นมากกว่าหมุดหมายสำคัญทางการทูต แต่เป็นจังหวะในการวางรากฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว ให้ไทยและเวียดนามขยับจากความสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้วไปสู่รูปแบบความร่วมมือที่ลึกและเชื่อมโยงกันมากขึ้น
นายสนั่นสรุปว่า ไทยและเวียดนามไม่ควรถามว่าใครจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่ควรถามว่าจะใช้จุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศอย่างไร เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจที่แข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน
“ไทยและเวียดนามไม่ควรถามว่าใครจะชนะใคร แต่ควรถามว่าเราจะใช้จุดแข็งที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจที่แข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน”
เพราะในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศอาเซียนที่สามารถจับมือกันสร้าง ขนาดทางเศรษฐกิจ (Scale) และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี (Technology Capability) จะมีอำนาจต่อรองสูงกว่าการแข่งขันกันเพียงลำพัง นี่จึงเป็นโอกาสที่ไทยและเวียดนามจะใช้วาระ 50 ปีความสัมพันธ์ต่อยอดไปสู่การเติบโตที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน หรือ Win-Win ในระยะยาว
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 10 กันยายน 2569

