ไทยเจ้าภาพ IMF- World Bank ต.ค. นี้ ดันเงินสะพัดหมื่นล้าน
✅ KEY POINTS
* ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ World Bank และ IMF ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศในเวทีโลก
* คาดว่าการประชุมจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นประมาณ 5,000 ถึง 10,000 ล้านบาท จากผู้เข้าร่วมงานราว 15,000–20,000 คน
* การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถือเป็นเวทีสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น AI, EV และ Data Center
นายธนวรรธ์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (World Bank) และ IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ในเดือนตุลาคมนี้ว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับสากล เนื่องจากการประชุม World Bank จะจัดนอกสำนักงานใหญ่เพียงทุกๆ 3 ปี และมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่ได้รับเลือกให้จัดเป็นครั้งที่สอง ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย
สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพของไทยในการรองรับงานประชุมระดับโลก หนุนอุตสาหกรรม MICE (Meeting, Incentive, Convention, Exhibition) ตลอดจนการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการในภูมิภาคอาเซียน
✅ ประชุม IMF World Bank ดันเงินสะพัด 5 พัน - หมื่นล้าน
นายธนวรรธ์ กล่าวว่า การจัดประชุมดังกล่าวคาดจะมีผู้เข้าร่วมราว 15,000–20,000 คน หากมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 30,000–50,000 บาทต่อคน จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นประมาณ 5,000 ถึง 10,000 ล้านบาท พร้อมทั้งเป็นเวทีสำคัญให้ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แสดงทัศนะและทิศทางเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ
✅ ชี้ทิศทางลงทุุนมุ่งเป้า AI - EV - Data Center
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหลังการประชุม นายธนวรรธ์ ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น (High Value) โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนของต่างชาติในกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ อาทิ Digital & AI รวมถึง Data Center อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี Humanoid และนวัตกรรมดิจิทัล
โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะดึงดูดกลุ่มบุคลากรศักยภาพสูง (Expat) และกลุ่ม Digital Nomad เข้ามาในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังธุรกิจท่องเที่ยว การบริการ และนวัตกรรมการเงินดิจิทัล (Digital Finance / Virtual Banking) ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า
นายธนวรรธ์ กล่าวถึงโครงการ "ไทยช่วยไทย Plus" ว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังอยู่ในภาวะ K-Shape แต่ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจ SME ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่ามาตรการดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการช่วยประคองเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ SME โดยช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และดันให้ GDP ไตรมาสที่ 3 ขยายตัวได้ราว 2.7% ถึง 2.9%
อย่างไรก็ตาม สำหรับช่วงไตรมาสที่ 4 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ระดับ 2.3% ถึง 3.5% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการเข้าสู่ High Season ของการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเฉลี่ยเดือนละ 2.5–3 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อเดือน
รวมถึงการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรัฐโดยเฉพาะงบลงทุนมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท รวมถึงมาตรการปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม การปล่อยสินเชื่อและการค้ำประกันสินเชื่อ SME ผ่านกลไก Credit Guarantee ของแบงก์ชาติเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 10 กันยายน 2569

