ทัพธุรกิจรุกลงทุนเวียดนาม 5 แสนล้าน เปลี่ยนคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับตา GDP แซงไทยใน 2 ปี
✅ KEY POINTS
* กลุ่มธุรกิจไทยลงทุนในเวียดนามแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน
* มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ขนาด GDP แซงหน้าประเทศไทยได้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
* ไทยต้องปรับมุมมองต่อเวียดนามจากการเป็นคู่แข่งด้านการผลิตและส่งออก มาสู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ

เงินลงทุนไทยในเวียดนามทะลุ 5 แสนล้านบาท สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของเวียดนามจากเพียงตลาดส่งออกและฐานการผลิตต้นทุนแข่งขันได้ สู่หนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามเดินหน้าในอัตราเร่ง จน GDP ขยับขึ้นมาแตะ 91% ของไทย และมีโอกาสแซงหน้าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
นายสนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และประธานอาวุโสหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยมองว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังทำให้โจทย์ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-เวียดนามเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มองเวียดนามเป็นคู่แข่งด้านการผลิตและการส่งออก ต้องปรับสู่การเป็นคู่ค้าและหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เพื่อใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศเชื่อมต่อกัน

✅ ไทยลงทุนเวียดนาม 5 แสนล้าน
ข้อมูลรัฐบาลเวียดนามช่วงกลางปี 2569 ระบุว่า ไทยมีโครงการลงทุนที่ยังดำเนินการอยู่ประมาณ 797–805 โครงการ มีทุนจดทะเบียนรวมราว 15.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.08 แสนล้านบาท (คำนวณที่อัตรา 33 บาทต่อดอลลาร์) ถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ของเวียดนาม และเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์
การลงทุนของไทยกระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งพลังงานหมุนเวียน ปิโตรเคมี การผลิตและแปรรูป ค้าปลีก รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม โดยมีกลุ่มธุรกิจไทยเข้าไปสร้างฐานในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง อาทิ เอสซีจี ซีพี กรุ๊ป เซ็นทรัล รีเทล บิ๊กซี AMATA B.Grimm GULF WHA Banpu PTT ศรีไทย และธนาคารพาณิชย์ไทย
นายสนั่นระบุว่า การลงทุนดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ของเวียดนาม แต่ยังสะท้อนการมองเห็นโอกาสจากตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ แรงงานจำนวนมาก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะ AMATA ที่ขยายระบบนิเวศนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามกว่า 2,500 เฮกตาร์ ขณะที่ Amata City Phu Tho ได้รับใบรับรองการลงทุนช่วงปลายปี 2568 ครอบคลุมพื้นที่ 476 เฮกตาร์ มูลค่า 185 ล้านดอลลาร์ สะท้อนโอกาสของการพัฒนาอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
✅ GDP เวียดนามจ่อแซงไทย
ปัจจัยที่ทำให้เวียดนามถูกจับตามองมากขึ้น คืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เร่งตัวต่อเนื่อง นายสนั่นระบุว่า GDP ครึ่งแรกปี 2569 ของเวียดนามขยายตัว 8.18% และไตรมาส 2 โต 8.39% ขณะที่รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตระยะยาวไว้ที่ระดับ 10% ต่อปี
ขณะข้อมูลจาก รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า GDP เวียดนามในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 514.7 พันล้านดอลลาร์ และคาดปี 2569 อยู่ที่ 528 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับไทยที่ประมาณ 577 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 และ 580 พันล้านดอลลาร์ในปี 2569 ทำให้ GDP เวียดนามขยับขึ้นมาอยู่ราว 91% ของไทย
รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า หากแนวโน้มดังกล่าวเดินหน้าต่อเนื่อง เวียดนามมีโอกาสแซงไทยในด้านขนาดเศรษฐกิจราวปี 2571 หรืออีกประมาณ 2 ปี ขณะที่นายสนั่นมองว่าอาจเกิดขึ้นได้ภายใน 1-2 ปี สะท้อนแรงส่งทางเศรษฐกิจของเวียดนามที่กำลังขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติ เพราะเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิตเพื่อส่งออก แต่กำลังกลายเป็นตลาดภายในประเทศและฐานตัดสินใจด้าน Supply Chain ที่มีความสำคัญมากขึ้นในอาเซียน
✅ FTA เวียดนามแต้มต่อส่งออก
นายสนั่นยังชี้ว่า จุดแข็งสำคัญของเวียดนามคือเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี(FTA) ที่กว้างกว่าไทย ปัจจุบันเวียดนามมี FTA ที่ลงนามหรือมีผลบังคับใช้แล้ว 16-17 ฉบับ ครอบคลุมคู่ค้ากว่า 50 ประเทศ รวมถึง CPTPP, EVFTA, RCEP และ UKVFTA โดยเฉพาะการเข้าร่วม CPTPP ในปี 2562 และ EVFTA (FTA เวียดนามกับสหภาพยุโรป) ซึ่งช่วยลดภาษีสินค้ากว่า 99% ทำให้เวียดนามมีแต้มต่อในการดึงดูดการลงทุนที่ต้องการใช้ประเทศเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก
ในทางกลับกัน ไทยยังไม่มี FTA ที่มีผลบังคับใช้กับสหภาพยุโรป และไม่ได้เข้าร่วม CPTPP จึงต้องเร่งปิดช่องว่างดังกล่าว เพราะหากปล่อยให้เวียดนามเดินหน้าเร็วกว่าต่อเนื่อง ความสามารถในการแข่งขันของไทยจะถูกกดดันมากขึ้น
นายสนั่นเสนอว่า ไทยต้องเร่งเดินหน้า FTA เชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะตลาดยุโรป ควบคู่กับการลดขั้นตอนและความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ ทั้งเรื่องที่ดิน พลังงาน วีซ่า การกำกับข้อมูล และใบอนุญาตต่างๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน
✅ ไทยไม่แข่งถูกแต่ต้อง“เร็วกว่า”
แม้เวียดนามจะมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน ตลาดขนาดใหญ่ และเครือข่าย FTA แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอุตสาหกรรม และความพร้อมของ Supply Chain โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี อาหาร เทคโนโลยีการผลิต และโครงสร้างพื้นฐาน
นายสนั่นมองว่า ไทยจึงไม่ควรแข่งขันกับเวียดนามด้วยการลดต้นทุนหรือพยายามเป็นประเทศที่ “ถูกกว่า” แต่ต้องแข่งขันด้วยความเร็ว เทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และความแน่นอนในการทำธุรกิจ โดย 4 เรื่องเร่งด่วนที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การเร่ง FTA การลดกฎระเบียบและระยะเวลาอนุมัติ การจัดหาพลังงานสีเขียวในต้นทุนแข่งขันได้ และการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะ AI เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ
สำหรับภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทั้งการสร้างแบรนด์ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ อาหารสุขภาพ และ Food Tech ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องขยับจากการประกอบไปสู่ชิ้นส่วน Power Electronics, PCB, Semiconductor Backend และศูนย์ออกแบบ
✅ เชื่อมซัพพลายเชน ดันการค้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์
โจทย์สำคัญในระยะต่อไป คือการเปลี่ยนจาก “คู่แข่ง” เป็น “Co-opetition” หรือการแข่งขันควบคู่ความร่วมมือ โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ปัจจุบันการค้าไทย-เวียดนามมีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 22.1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ 4 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ราว 8.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมองว่าเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์มีความเป็นไปได้สูง และหากแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้า โลจิสติกส์ และกฎระเบียบได้ ยังมีโอกาสขยับขึ้นอีกมากในระยะยาว
แนวทางสำคัญคือการเชื่อม Supply Chain โดยเวียดนามมีจุดแข็งด้านการผลิตขนาดใหญ่และการประกอบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ไทยมีฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี อาหาร Power Electronics นิคมอุตสาหกรรม พลังงาน และบริการโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อม SMEs ไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านไทย-ลาว-เวียดนาม ไปยังท่าเรือและตลาดจีน รวมถึงเชื่อมความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด นิคมอุตสาหกรรมสีเขียว EV Supply Chain และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
นายสนั่นเสนอภาพระยะ 3 ปีให้ไทยและเวียดนามก้าวขึ้นเป็น “Twin Growth Engines of Mainland Southeast Asia” โดยใช้ความแตกต่างของสองประเทศเป็นจุดแข็งร่วมกัน ไม่ใช่แข่งขันว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
ขณะที่ รศ.ดร.อัทธ์มองว่า ความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่ ห่วงโซ่อุตสาหกรรม SMEs เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และโลจิสติกส์ จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมเศรษฐกิจของสองประเทศ โดยเฉพาะการใช้เวียดนามเป็นประตูเชื่อมจีนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ท่ามกลางการเสด็จพระราชดำเนินเยือนเวียดนามระหว่างวันที่ 14–16 กันยายน 2569 ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม นายสนั่นมองว่า นอกจากเป็นสัญญาณความสัมพันธ์ระยะยาวแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า
ดังนั้นโจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่การถามว่า “ไทยหรือเวียดนามใครจะชนะ” แต่คือการใช้จุดแข็งที่แตกต่างกันสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจร่วม เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนท่ามกลางเกมเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 16 กันยายน 2569

