อ่านงบการเงินเพื่อปรับทิศทางธุรกิจเอสเอ็มอี (2)
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการปรับทิศทางธุรกิจก็คือ การที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารมีข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าและการด้อยค่าของสินทรัพย์รวมของธุรกิจ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้จะบอกถึงพื้นฐานความมั่นคงของตัวธุรกิจ
แน่นอนที่สุด เมื่อเจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอี ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ทั้งหมดของธุรกิจ ก็จะต้องไปอ่านดูในงบการเงินของบริษัท ว่าสถานการณ์ทั้งในอดีตที่ผ่านมา สถานการณ์ในปัจจุบัน เป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้การกำหนดทิศทางธุรกิจในอนาคตเป็นไปได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
สินทรัพย์ของธุรกิจ มีได้หลายประเภท ในเบื้องต้น มักจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ สินทรัพย์หมุนเวียน และ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนโดยแบ่งออกตามความสามารถที่ธุรกิจจะเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านั้นให้กลับมาเป็นเงินสดได้เร็วหรือช้า ฝ่ายบัญชีและการเงิน จะบันทึก สินทรัพย์หมุนเวียน ซึ่งโดยทั่วไปจะประเมินว่าสามารถเปลี่ยนมูลค่าให้กลับมาเป็นเงินสดในมือได้ภายในระยะเวลา 1 ปี หากเกินกว่านั้น สินทรัพย์ต่างๆ จะถูกบันทึกไว้ในหมวด สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
ตัวอย่างของ สินทรัพย์หมุนเวียน ได้แก่ เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ รวมถึง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายล่วงหน้า และ รายได้ค้างรับ หรือ รายได้จากการขายที่ลูกค้ายังไม่ได้ชำระให้บริษัท ส่วน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ได้แก่ สินทรัพย์ที่ธุรกิจได้จ่ายเงินไปซื้อมาเป็นเจ้าของ และถือครองไว้เป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี เช่น ที่ดิน อาคาร โรงงาน เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาใช้ประกอบการทำธุรกิจ
จะเห็นได้ว่า การแบ่งประเภทของสินทรัพย์เช่นนี้ จะเกี่ยวข้องกับ สภาพคล่อง ของเงินสดไปโดยอัตโนมัติ หากธุรกิจถือครอง สินทรัพย์หมุนเวียน มาก ก็จะสามารถเปลี่ยนสภาพมาเป็นเงินสดได้คล่อง แต่หากมีสัดส่วนถือครอง สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มาก ก็จะเปลี่ยนสภาพมาเป็นเงินสดไม่ได้คล่องนัก
สถานการณ์ถือครองสินทรัพย์ จึงจะสะท้อนความมั่งคั่งและสภาพคล่องของธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญในการวางนโยบายหรือปรับแผนธุรกิจให้มั่นคงแข็งแกร่งขึ้นได้ต่อไปในอนาคต
ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทที่ปรากฏในรายงานงบการเงินที่ต้องส่งให้เจ้าของหรือผู้บริหารเอสเอ็มอีได้รับทราบทุกงวดบัญชีนั้น หากนำมาพิจารณาต่อในเชิงลึก ก็จะทำให้ภาพของการบริหารและการดำเนินการของกิจการในมุมมองของความมั่นคงทางการเงินได้ชัดเจนขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ตัวเลขที่เรียกว่า อัตราส่วนทางการเงิน ด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์ของธุรกิจ เช่น
(1)อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ :
หรือที่มักเรียกว่า ROA (Return On Assets) หมายถึงความสามารถของธุรกิจในการ ทำกำไร จากสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งได้มาจากการลงทุนใช้เงินของธุรกิจซื้อหาหรือจัดหามาใช้ประกอบธุรกิจ
ตัวเลข ROA จะคำนวณได้จากการนำ ยอดกำไรสุทธิ มาหารด้วย ยอดสินทรัพย์รวม ซึ่งหากค่า ROA มีแนวโน้มสูงขึ้น แสดงว่า บริษัท หรือ เจ้าของและผู้บริหาร มีความสามารถในการนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้เพื่อสร้างกำไรให้บริษัทได้ดีขึ้น และสามารถนำไปวัดเทียบฝีมือกับธุรกิจอื่นที่เป็นคู่แข่งในธุรกิจประเภทเดียวกันได้
(2)อัตราหมุนเวียนทรัพย์สิน :
ใช้วัดความสามารถของธุรกิจในการ สร้างยอดขาย หรือ รายได้จากการขาย โดยใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ คำนวณได้จาก รายได้จากขายรวม หารด้วย ยอดสินทรัพย์รวม หากคำนวณจากค่าทรัพย์สินไม่หมุนเวียนรวม และค่านี้มีแนวโน้มลดลง แสดงว่า บริษัทยังใช้สินทรัพย์ประเภท ที่ดิน เครื่องจักร อุปกรณ์ ที่มีอยู่ไม่คุ้มค่า หรืออาจมีสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในบริษัท ควรรีบวางแผนปรับปรุงให้ดีขึ้น
(3)อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ :
ใช้วัดความสามารถของธุรกิจในการขายสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าระหว่างงวด ซึ่งจะทำให้เห็นภาพจำนวนสินค้าในคลังที่ถูกขายออกไป และมีสินค้าใหม่เข้ามาแทนที่ในงวดบัญชีนั้นๆคำนวณได้จาก ต้นทุนสินค้าที่ขายไป หารด้วย สินค้าคงเหลือเฉลี่ยบอกสถานการณ์ขายและการจัดการสินค้าคงคลังที่ดี ช่วยในการตัดสินใจวางแผนการตลาด การผลิต และการตัดสินใจเรื่องกลยุทธ์การตั้งราคาที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด
การอ่านรายงานงบการเงินในเชิงลึก จะสามารถช่วยให้เจ้าของและผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอีได้เห็นภาพความเป็นไปของการบริหารจัดการภายในบริษัท และสภาพการแข่งขันของตลาดได้คมชัดยิ่งขึ้น
ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ในการวางแผนปรับทิศทางอนาคตของธุรกิจได้เป็นอย่างดี
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 16 กรกฏาคม 2568