เจาะลึกสาเหตุ ทำไม "UAE" ทิ้งโอเปค? วิเคราะห์จุดแตกหักหลังร่วมทาง 60 ปี
สาเหตุ UAE ลาออกโอเปค ใครได้ใครเสีย? สื่อนอกระดับโลกวิเคราะห์ ชี้จุดชนวนแตกหักหลังร่วมทางเป็นสมาชิก 60 ปี ปมขัดแย้งซาอุฯ-โควตาผลิตน้ำมันพ่นพิษ หวังปลดล็อกกำลังผลิต 5 ล้านบาร์เรล ฝ่าวิกฤตสงครามฮอร์มุซระอุ
กลายเป็นข่าวใหญ่ช็อกโลก ยุทธศาสตร์พลังงานที่สั่นสะเทือนไปทั้งโลก เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปค (OPEC) และ OPEC+ โดยมีผลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 นี้
ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุของสงครามระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตายจนราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 50%
ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลจาก "สำนักข่าวระดับโลก" ที่มีบทสัมภาษณ์เหล่านักวิเคราะห์ชั้นนำได้ออกมา "ชำแหละ" เบื้องลึกเบื้องหลังที่มากกว่าแค่เรื่องของโควตาน้ำมัน แต่คือการเดิมพันด้วยผลประโยชน์แห่งชาติและอนาคตของราชวงศ์ในตะวันออกกลาง
"จุดเริ่มต้นของจุดจบ" และเดิมพันที่ต่างกัน :
สำนักข่าวบีบีซี(BBC) รายงานว่านี่คือ "เรื่องใหญ่มาก" (Very big deal) เพราะ UAE คือสมาชิกที่มีกำลังผลิตสำรองสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม
โดย ซอล คาโวนิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานจาก MST Financial ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับโอเปค เนื่องจากกลุ่มจะสูญเสียกำลังการผลิตไปถึง 15% และเสียสมาชิกที่รักษาวินัยในการผลิตมากที่สุดไป
ขณะที่ ดร. แครอล นัคเล่ ซีอีโอของ Crystol Energy มองว่าการตัดสินใจนี้ "เตรียมการมานานแล้ว" เพราะ UAE รู้สึกอึดอัดกับโควตาที่จำกัดการเติบโต
สอดคล้องกับ ศาสตราจารย์ เดวิด เอลเมส จาก Warwick Business School ที่วิเคราะห์ว่า UAE มีต้นทุนการผลิตน้ำมัน (Break-even price) ต่ำกว่าซาอุดีอาระเบียเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้ UAE ต้องการเน้น "ปริมาณ" เพื่อโกยกำไร แม้ราคาน้ำมันจะลดลง ซึ่งสวนทางกับซาอุฯ ที่ต้องการรักษาราคาสูงเพื่อพยุงงบประมาณ
เมื่อ "สองพี่น้อง" เดินคนละทาง :
นิวยอร์กไทม์ส(The New York Times) ชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวที่ร้าวลึกระหว่าง UAE และซาอุดีอาระเบีย
โดย บาชาร์ เอล-ฮาลาบี (Bachar El-Halabi) นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Argus Media ระบุว่าเศรษฐกิจของ UAE มีความหลากหลายกว่าซาอุฯ มาก ทั้งการเงินและการท่องเที่ยว จึงไม่ต้องแคร์เรื่องราคาน้ำมันเพื่อความสมดุลของงบประมาณเท่าพี่ใหญ่อย่างซาอุฯ
ด้าน เจสัน บอร์ดอฟฟ์ ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ตั้งคำถามสำคัญว่า "ซาอุฯ จะยอมแบกภาระในการจัดการตลาดน้ำมันโลกเพียงลำพังได้นานแค่ไหน" เมื่อไร้พันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง UAE
นอกจากนี้ อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี UAE ยังระบุว่านโยบายปิดล้อมอิหร่านแบบเดิมนั้น "ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง" ทำให้ UAE ต้องเลือกเดินหมากอิสระเพื่อความมั่นคงของตนเอง
ชัยชนะของทรัมป์และยุทธศาสตร์ "น่านฟ้าอิสราเอล" :
เดอะ การ์เดียน มองว่านี่คือชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ตราหน้าโอเปคมาตลอดว่า "ปล้นโลก"
ซึ่งการออกครั้งนี้ช่วยเปิดทางให้สหรัฐฯ ยื่น "แพ็กเกจช่วยเหลือกงสี" หรือข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินตราเพื่อพยุงเศรษฐกิจ UAE ในช่วงสงครามได้ง่ายขึ้น
ทางด้าน สำนักข่าว ABC News รายงานข้อมูลเชิงลึกว่า ความสัมพันธ์ของ UAE กับอิสราเอลแน่นแฟ้นขึ้นถึงขั้นอิสราเอลส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ "Iron Dome" มาติดตั้งใน UAE เพื่อรับมือการโจมตีจากอิหร่าน ขณะที่ซาอุฯ พยายามเรียกพรรคพวกให้เจรจาสงบศึกกับอิหร่าน แต่ UAE กลับมองว่าควรใช้มาตรการเด็ดขาดมากกว่า
อิสรภาพสู่เป้าหมาย 5 ล้านบาร์เรล :
ส่วน อัลจาซีรา และ รอยเตอร์ส มุ่งประเด็นไปที่ "อิสรภาพทางการผลิต" โดย ฮอร์เก้ เลออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จาก Rystad Energy กล่าวว่า การเสียสมาชิกที่สามารถผลิตน้ำมันได้ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 5 ล้านบาร์เรลในปี 2027 ถือเป็นการริบอาวุธสำคัญไปจากมือของโอเปคในการคุมราคาโลก
ซูฮาอิล โมฮัมเหม็ด อัล-มาซรูอี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของ UAE ยืนยันว่าการตัดสินใจนี้ไม่ได้ปรึกษาซาอุฯ ก่อน และเป็นการตัดสินใจตาม "ยุทธศาสตร์ระยะยาว" เพื่อให้ประเทศมีความคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการพลังงานที่เปลี่ยนไป
หมากตัวใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์จีน :
สำนักข่าวเอพี และ ซีเอ็นเอ็น วิเคราะห์ว่า UAE กำลังวางแผนความสัมพันธ์ใหม่กับจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ โดย คาเรน ยัง นักวิชาการอาวุโสจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มองว่าการออกจากโอเปคช่วยให้ UAE มีความยืดหยุ่นในการเจรจากับคู่ค้ารายใหญ่อย่างจีนได้โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากกลุ่ม
ส่วน ดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีมหาดไทยสหรัฐฯ ที่ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องในงานประชุมที่อาบูดาบี เมื่อเขากล่าวว่า "นี่ไม่ใช่ยุคของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่เป็นยุคของการเพิ่มพลังงาน"
ซึ่งสะท้อนเป้าหมายของ UAE ที่จะสูบน้ำมันขึ้นมาสร้างรายได้ให้มากที่สุดก่อนที่โลกจะเลิกใช้ฟอสซิล
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่่ 29 เมษายน 2569

