ระเบียบโลกใหม่จากโลกแบ่งขั้วสู่โลกที่แตกกระจาย | ASEAN Insight
จากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เรามักได้ยินคำว่า "โลกสองขั้ว" ทว่าแท้จริงแล้วโลกกำลังเผชิญกับสภาวะ "โลกที่แตกกระจาย (Fragmented World)" มากกว่า เมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกอ่อนแอลง การสร้างความเข้มแข็งผ่านการใช้กลไกความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น ASEAN จึงอาจเป็นทางออกสำคัญ
ปัจจุบันเรามักได้ยินคำว่า “โลกสองขั้ว (Bifurcated World)” จากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนแต่ในความเป็นจริงการแบ่งขั้วในปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าแท้จริงแล้วโลกกำลังเผชิญกับสภาวะ “โลกที่แตกกระจาย (Fragmented World)” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของระบบเศรษฐกิจ
ความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันละกันของประเทศมหาอำนาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ระเบียบการค้าของโลกแบบเดิมที่ให้ความสำคัญกับกฎกติกา (Rules-based order) กำลังอ่อนแอลง ปัจจัยด้านลบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าในภาพรวมของตลาดโลก ส่งผลให้โลกที่เคยอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่เน้นการเปิดเสรีทางการค้า และห่วงโซ่อุปทานที่กระจายตัว เข้าสู่ภาวะทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) ที่เน้นการสร้างกำแพงทางการค้า และหันมาผลิตภายในประเทศหรือในกลุ่มประเทศพันธมิตร เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศอื่นๆ
ในอดีต เศรษฐกิจโลกล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดในการเพิ่มอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการเปิดเสรีทางการค้า ทั้งในระดับ ทวิภาคี (Bilateral) และ พหุภาคี (Multilateral) แต่ในปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การสร้างกำแพงทางการค้า หรือการใช้นโยบายเพื่อปกป้องและสร้างความยืดหยุ่นทนทาน
(Resilience) ให้กับระบบเศรษฐกิจภายในประเทศกำลังถูกนำมาแทนที่
ทั้งนี้จากข้อมูลของ “รายงานความเสี่ยงโลก 2026 (Global Risks Report 2026)” ซึ่งจัดทำขึ้นโดย “สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum)” ได้จัดทำบทวิเคราะห์จากผลการสำรวจข้อมูลทางสถิติของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งผลการวิเคราะห์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าได้เกิดภาวะถดถอยของระบอบพหุภาคีนิยม (Multilateralism) ขึ้นแล้ว อันเป็นผลมาจากความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันละกันที่ลดลง ความโปร่งใสที่ถดถอย รวมถึงการขาดความเคารพต่อหลักนิติธรรม ตลอดจนกระแสการปกป้องทางการค้า (Protectionism) ที่รุนแรงขึ้น
ปัจจัยด้านลบต่าง ๆ เหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า และการลงทุนที่เคยดำเนินมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเกิดความขัดแย้งดังกล่าวมากยิ่งขึ้น โดยความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic confrontation) เป็นประเด็นที่ถูกมองว่ามีความสำคัญสูงสุด ที่อาจจุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์ของโลกอย่างรุนแรงได้ในปัจจุบัน และตามมาด้วยความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ (State-based armed conflict) ที่ถูกมองว่ามีความสำคัญในลำดับถัดมา ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Economic downturn) ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่มีคะแนนระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับผลการสำรวจในปีที่ผ่านมา โดยเป็นรองเพียงแค่ความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์เท่านั้น
ดังนั้น เมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มอ่อนแอลง การสร้างความเข้มแข็งผ่านการใช้กลไกความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น ASEAN จึงอาจเป็นทางออกที่สำคัญ โดยการสร้างความร่วมมือกับกลุ่มอำนาจขนาดกลางอื่นๆ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการกำหนดมาตรฐานร่วมกันกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจ รวมถึงต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นความยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าประสิทธิภาพในระยะสั้น และต้องวางแผนรับมือกับความผันผวน ซึ่งเป็นบริบทใหม่ของโลกใบนี้
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

