"แลนด์บริดจ์" ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศพัง สัตว์น้ำหาย มลพิษไหลลงทะเล
KEY POINTS :
* โครงการแลนด์บริดจ์ต้องถมทะเลขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุมพรและระนอง ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ เช่น ป่าชายเลน แนวปะการัง และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญ
* การก่อสร้างคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่สำคัญระดับโลก เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำแรมซาร์ไซต์และพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ทำให้สัตว์น้ำเศรษฐกิจและสัตว์ทะเลหายากเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
* โครงสร้างท่าเรือจะเปลี่ยนแปลงทิศทางกระแสน้ำ ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งและการตกตะกอน อีกทั้งการเดินเรือหนาแน่นในอนาคตจะก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและการปนเปื้อนสารเคมีในทะเล
“โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมสองฝั่งทะเล” หรือ “โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายในการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันเข้าด้วยกัน ซึ่งจะสร้างเส้นทางลัดเพื่อย่นระยะทางการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากทะเลจีนใต้สู่มหาสมุทรอินเดีย โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา แต่โครงการนี้ก็อาจสร้างกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน
โครงการแลนด์บริดจ์ ประกอบด้วยการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่สองแห่ง ได้แก่ ท่าเรือแหลมริ่วในจังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่างในจังหวัดระนอง นอกจากท่าเรือแล้ว ยังมีการก่อสร้างระบบขนส่งทางรางที่เป็นรถไฟรางคู่ และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ เพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมกลางในการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างท่าเรือทั้งสองฝั่ง ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคและกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อขยับสถานะประเทศจากรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง
โครงการนี้จำเป็นต้องถมทะเลขนาดมหาศาล โดยฝั่งชุมพรมีพื้นที่ถมทะเลประมาณ 5,808 ไร่ และฝั่งระนองประมาณ 6,975 ไร่ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ถมทะเลของท่าเรือแหลมฉบังหลายเท่า ขนาดของโครงการที่ใหญ่โตเช่นนี้จึงนำมา ซึ่งคำถามสำคัญว่า วิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ระบบนิเวศทางทะเลจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ได้จริงหรือไม่ และโครงการนี้คุ้มค่ากับต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องสูญเสียไปหรือไม่
ความหลากหลายทางชีวภาพถูกคุกคาม :
ตามรายงาน “Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึก แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” ที่จัดทำโดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กลุ่ม Beach for life และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ ระบุว่า พื้นที่ตั้งโครงการทั้งสองฝั่งมีความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญระดับประเทศและระดับโลก โดยเฉพาะฝั่งจังหวัดระนอง พื้นที่โครงการทับซ้อนกับพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งเป็นแรมซาร์ไซต์ที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ
ป่าชายเลนในจังหวัดระนอง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนองโดยยูเนสโก เนื่องจากเป็นป่าชายเลนที่ใหญ่และอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย พื้นที่นี้เป็นบ้านของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนกว่า 52 ชนิด และสัตว์ป่านานาชนิด รวมถึงนกอพยพและสัตว์ทะเลหายากที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
นอกจากนี้ ยังมี “ดอนตาแพ้ว” พื้นที่ที่ชาวประมงท้องถิ่นเปรียบเสมือนขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง เพราะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและวางไข่ของสัตว์น้ำนับร้อยชนิด การถมทะเลและขุดลอกร่องน้ำลึกจะทำลายระบบนิเวศที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง
ขณะที่ฝั่งจังหวัดชุมพร บริเวณแหลมริ่วและหาดทองโขก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยพบว่ามีแนวปะการังน้ำตื้นรอบเกาะพิทักษ์ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งวางไข่ที่สำคัญของปลาทูไทย ซึ่งหากมีการถมทะเลกว่า 6,000 ไร่ แหล่งอาหารและทรัพยากรเหล่านี้อาจหายไปตลอดกาล
การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพลศาสตร์ชายฝั่งและการไหลเวียนของกระแสน้ำตามธรรมชาติ จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์พบว่า โครงสร้างท่าเรือจะไปขวางทิศทางการไหลของน้ำ ทำให้น้ำในอ่าวไหลเวียนช้าลง ส่งผลให้อุณหภูมิและความเค็มของน้ำเปลี่ยนไป ซึ่งกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล
นอกจากนี้ ปัญหาการตกตะกอนและการกัดเซาะชายฝั่งจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกระแสน้ำที่ถูกเบี่ยงเบนอาจทำให้บางพื้นที่เกิดการกัดเซาะรุนแรงขึ้น ในขณะที่บางพื้นที่ที่กระแสน้ำนิ่งลงจะเกิดการสะสมของตะกอนจนอ่าวตื้นเขินและกลายเป็นโคลนตม ซึ่งทำลายแหล่งหากินของสัตว์น้ำและเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ
ในพื้นที่ทั้งสองจังหวัดมีสัตว์ทะเลอาศัยอยู่นับร้อยชนิด ตั้งแต่สัตว์น้ำเศรษฐกิจอย่างกุ้งแชบ๊วย ปูม้า และปลาทู ไปจนถึงโลมาและเต่าตนุ ซึ่งเป็นสัตว์หายากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์เท่านั้น หากความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้หายไป ก็เท่ากับไม่มีฐานทรัพยากรที่เป็นต้นทุนสำคัญในการดำรงชีวิตของคนไทยทั้งประเทศเหลืออยู่เช่นกัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจชุมชนและมิติทางสังคม :
เมื่อพิจารณาในมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ โครงการแลนด์บริดจ์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งที่พึ่งพาทรัพยากรทะเลมาอย่างยาวนาน ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ประมงพื้นบ้านในพื้นที่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดเล็กแต่มีมูลค่าสูงและกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างทั่วถึง
จังหวัดระนองและชุมพร ชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 29,000-31,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่ารายได้เฉลี่ยทั่วไปของประชาชนในพื้นที่
หากโครงการก่อสร้างทับพื้นที่ทำกินดั้งเดิม มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากประมงพื้นบ้านหลายร้อยล้านบาทต่อปีจะหายไป และถูกแทนที่ด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ผลประโยชน์อาจตกอยู่ในกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม
อีกทั้ง ห่วงโซ่อุปทานต่อเนื่องจากการประมง เช่น การแปรรูปสัตว์น้ำ การทำกะปิ และโรงงานอบแมงกะพรุนส่งออก ก็จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่เช่นกัน ธุรกิจชุมชนเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญที่สร้างงานและรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่น ซึ่งโครงการพัฒนาขนาดใหญ่มักไม่ได้พิจารณาถึงมูลค่าแฝงทางเศรษฐกิจในส่วนนี้อย่างรอบด้าน
ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เป็นจุดเด่นของทั้งสองจังหวัด ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียมนต์เสน่ห์ไปอย่างถาวร นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาชื่นชมความงามของหาดบางเบน เกาะพยาม หรือเกาะพิทักษ์ อาจลดน้อยลงเนื่องจากทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปและปัญหามลพิษจากการเดินเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่
ในมิติทางสังคม ยังเกิดผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชาวเลมอแกนในจังหวัดระนองที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับทะเลมานับร้อยปี การเปลี่ยนแปลงของสภาพทะเลและพื้นที่ทำกินจะทำให้กลุ่มประชากรดั้งเดิมเหล่านี้ไม่สามารถดำรงวิถีวัฒนธรรมเดิมได้ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมจากการโยกย้ายถิ่นฐาน
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอาจทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อการพัฒนาไม่ได้สอดคล้องกับศักยภาพเดิมของพื้นที่ ประชาชนในพื้นที่กังวลว่าพวกเขาจะกลายเป็นเพียงแรงงานราคาถูกในเขตอุตสาหกรรม แทนที่จะเป็นเจ้าของกิจการประมงหรือการท่องเที่ยวเหมือนในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะจะยากขึ้น เนื่องจากการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จำกัดสิทธิของประชาชน วิถีชีวิตที่เคยมั่นคงบนฐานทรัพยากรที่สมบูรณ์กำลังถูกแทนที่ด้วยความไม่แน่นอนจากโครงการที่เน้นผลประโยชน์มหภาคมากกว่าความต้องการของชุมชนท้องถิ่น
ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน :
ประชาชนและนักวิชาการต่างเป็นกังวลและยังคงมีความเคลือบแคลงใจในหลายประเด็นเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะข้อมูลในรายงาน EHIA ของรัฐกับข้อมูลที่นักวิชาการอิสระลงพื้นที่สำรวจร่วมกับชุมชนแตกต่างกันมากเกินไป
ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง และคณะนักวิชาการทางทะเลได้ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลสัตว์หน้าดินในรายงาน EHIA ต่ำกว่าความเป็นจริงนับหมื่นล้านตัว ซึ่งตัวเลขนี้มีผลโดยตรงต่อการประเมินมูลค่าการชดเชยความเสียหาย ความผิดพลาดของข้อมูลพื้นฐานเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของกระบวนการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบ
ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ พยายามพิสูจน์ให้เห็นถึงผลกระทบผ่านมาตรการทางวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง เช่น การติด GPS ที่เรือ เพื่อแสดงเส้นทางทำมาหากินที่ซ้อนทับกับพื้นที่โครงการอย่างชัดเจน พวกเขากังวลว่าดอนตาแพ้ว ซึ่งเป็นหัวใจของการทำประมงรอบอ่าวระนองจะถูกทำลายจากมลพิษและน้ำตื้น
“เราเลยไปเก็บตัวอย่าง ร่วมกับชุมชน มาร่อน 0.1 ตารางเมตร มี 200 กว่าตัว ที่บอก 1,600 ตัวเป็นค่าเฉลี่ย แต่คาดว่ามี 3,000 กว่าตัว และเกิน 100 ชนิดแน่นอน และบริเวณจะทำท่าเรือจริง ๆ ที่ดอนตาแพ้ว มีไม่ต่ำกว่า 300 ชนิด จำนวนเฉลี่ยจึงมากกว่า EHIA มาก สะท้อนความไม่ตั้งใจทำ ไม่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศน์ และกับประวัติศาสตร์ ระบบนิเวศน์ทางทะเล ที่ถือว่าป่าชายเลนระนองสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย” ดร.ศักดิ์อนันต์ กล่าวกับ The Reporter
นักวิชาการจากเครือข่ายภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่า ร่างรายงาน EHIA มีข้อมูลไม่ครอบคลุมในหลายด้าน เช่น การใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน การกำหนดขอบเขตที่จำกัดเกินไป โดยใช้รัศมีการศึกษาเพียง 5 กิโลเมตรจากจุดก่อสร้าง ซึ่งไม่ครอบคลุมผลกระทบที่แท้จริง เพราะมลพิษสามารถกระจายไปตามกระแสน้ำและทิศทางลมในรัศมีที่กว้างกว่านั้นมาก รวมถึงรายงานไม่ได้ประเมินผลกระทบหลังจากโครงการเสร็จสิ้นและมีการเดินเรือพาณิชย์หนาแน่น ซึ่งจะทำให้เกิด ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และการปนเปื้อนของสารเคมีในอาหารทะเล
ในทางกฎหมาย เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมองว่าร่าง พ.ร.บ. SEC มีลักษณะรวบอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลางและลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชน การยกเว้นกฎหมายผังเมืองและการเวนคืนที่ดินโดยรวดเร็วถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนและขัดต่อหลักการในรัฐธรรมนูญที่ต้องคุ้มครองทรัพยากรและวิถีชีวิตดั้งเดิม
นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการหลายฝ่ายเสนอแนะว่า รัฐบาลควรทบทวนความคุ้มค่าของโครงการอย่างรอบด้านและพิจารณาทางเลือกอื่นที่ยั่งยืนกว่า เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการต่อยอดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ที่สอดคล้องกับต้นทุนทรัพยากรที่พื้นที่มีอยู่แล้ว
ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาเป็นเพียงพิธีกรรม เพราะข้อมูลที่รัฐให้มักมีเพียงด้านบวกและไม่ตอบคำถามเรื่องความเสี่ยงที่ชัดเจน ความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการตัดสินใจของรัฐกลายเป็นจุดเปราะบางสำคัญที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงและยืดเยื้อในอนาคต
บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ แต่คือการตั้งคำถามว่าเรากำลังแลกทรัพยากรที่มีค่าระดับมรดกโลกกับอะไร และใครจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง การพัฒนาที่แท้จริงควรเป็นการก้าวเดินที่มั่นคงไปพร้อมกับธรรมชาติและชุมชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังบนรอยน้ำตาและความสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569

