ภาคธุรกิจเตรียมรับมือ เมื่อ พ.ร.บ.Climate Change ยกระดับสู่ภาคบังคับ
ในยุคที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับ "การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด" (Nationally Determined Contributions : NCD) ฉบับก่อนหน้า โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 MtCO2e ในปี 2578 หรือลดลง 47% เมื่อเทียบกับปี 2562 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ตามแผนเป้าหมาย NDC 3.0 (2568) จึงจำเป็นต้องยกระดับกลไกภาคบังคับควบคู่กันไป
โดยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2025 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในร่างหลักการ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.Climate Change) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากกลไกภาคสมัครใจไปสู่ภาคบังคับอย่างเป็นรูปธรรม
ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นกลไกภาคบังคับที่จะกระทบภาคธุรกิจโดยตรง ครอบคลุมตั้งแต่การรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อกำหนดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) โดยมีคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกสนับสนุนในการชดเชยการปล่อยภายใต้ ETS ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ซึ่งธุรกิจจะเผชิญต้นทุนใหม่ 2 ด้านหลัก คือ 1.ต้นทุนการจัดทำรายงานและการทวนสอบ โดยผู้ประกอบการในสาขาที่กฎหมายกำหนดต้องจัดทำและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรอง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเพียงผู้ประกอบการบางส่วน โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมในการพัฒนาระบบจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งคาดว่ามีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราว 300,000-400,000 บาท ในปีแรก ก่อนจะลดลงเหลือ 40-60% ในปีถัดไป นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกประมาณ 100,000 บาท/ครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ
2.ต้นทุนคาร์บอนจากกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ โดยไทยมีแนวโน้มเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนในกลุ่มสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งจะแยกภาษีคาร์บอนออกจากกลไกภาษีสรรพสามิตเดิม และมีแนวโน้มเริ่มจัดเก็บที่ประมาณ 200 บาท/tCO2e ซึ่งยังต่ำเมื่อเทียบกับนานาประเทศ แต่จะปรับเพิ่มในระยะถัดไป ทั้งนี้ผลกระทบต่อธุรกิจจะแตกต่างกันตามประเภทเชื้อเพลิงและระดับการพึ่งพาพลังงาน โดยธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า เช่น ธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน ซึ่งใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลัก
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภายใต้สมมุติฐานราคาคาร์บอน 200-1,500 บาท/tCO2e ต้นทุนธุรกิจอาจเพิ่มขึ้นราว 0.8-6% และกดดันอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17.6% เหลือ 12.7-17.0% ขณะที่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ระบบ ETS ซึ่งมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะทำให้ธุรกิจที่ปล่อยเกินสิทธิที่ได้รับต้องซื้อสิทธิเพิ่ม ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นตามปริมาณส่วนเกินและระดับราคาคาร์บอนในตลาด โดยประเมินว่ากลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าอาจต้องแบกรับต้นทุนส่วนเพิ่มราว 0.3-4% ของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อปี ซึ่งแม้อาจยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ในระยะเริ่มต้น แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความเข้มงวดของนโยบายและราคาคาร์บอนในตลาด
แม้ร่าง พ.ร.บ.จะสร้างต้นทุนใหม่ให้ภาคธุรกิจ แต่ก็เปิดโอกาสสำคัญในระยะยาวเช่นกัน โอกาสแรกคือการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดที่คุ้มค่า โดยหลายกิจกรรมไม่เพียงช่วยลดต้นทุนคาร์บอนในอนาคต แต่ยังลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานระยะยาวได้มากกว่ามูลค่าการลงทุนเริ่มต้น เช่น การเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED การปรับปรุงอาคารประหยัดพลังงาน หรือการเพิ่มประสิทธิภาพเชื้อเพลิง โอกาสที่สองคือการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เมื่อ ETS เริ่มบังคับใช้ ความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กรณีเฉพาะภาคโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ความต้องการคาร์บอนเครดิตอาจอยู่ที่ราว 6.3-8.0 MtCO2e/ปี ขณะที่ปัจจุบันไทยมีคาร์บอนเครดิตที่รับรองเฉลี่ยเพียง 3.6 MtCO2e/ปี (2564-2568) ช่องว่างนี้คือโอกาสสำหรับธุรกิจที่สามารถพัฒนาโครงการลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการ Low Carbon City ที่ ครม.เพิ่งเห็นชอบเมื่อ ธ.ค. 2568 ซึ่งคาดว่าจะลดการปล่อยได้ 2.3 MtCO2e ใน 10 ปี และสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตราว 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
พ.ร.บ.Climate Change ไม่ใช่เพียงภาระจากกฎเกณฑ์ใหม่ แต่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบทั้งด้านประสิทธิภาพระยะยาวและโอกาสจากกลไกตลาดคาร์บอน ขณะที่ SMEs แม้ไม่ถูกบังคับโดยตรง แต่มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องการรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูล หรือการวางแผนลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด จึงเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจทุกขนาดไม่ควรมองข้าม
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

